-
ชื่นชมกับสัมพันธภาพอันอบอุ่นในวงญาติตื่นเถิด! 1990 | มีนาคม 8
-
-
การยอมรับความผูกพันชนิดใหม่
คัมภีร์ไบเบิลให้ภาพที่แจ่มชัดถึงสถาบันสมรสตามหลักพระคัมภีร์. หลังจากพระเจ้าสร้างมนุษย์คู่แรกและนำเขามาอยู่ร่วมกัน พระองค์ได้วางหลักการดังต่อไปนี้ “ผู้ชายจึงละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อหนังอันเดียวกัน.” (เยเนซิศ 2:24) ดังนั้น คู่สมรสใหม่ต้องยอมรับว่าทั้งสองได้เข้าสู่ความผูกพันชนิดใหม่. บัดนี้พวกเขาต้องติดสนิทต่อกันและกันฐานะที่เป็นหน่วยอิสระ แม้ว่าอาจต้องอยู่กับวงญาติ.
อย่างไรก็ดี การละบิดามารดาไปมิได้หมายความว่าเมื่อบุตรแต่งงานแล้วจะหันหลังให้บิดามารดาและไม่ต้องให้ความนับถือหรือให้เกียรติแก่ท่าน. คัมภีร์ไบเบิลให้คำเตือนว่า “อย่าดูหมิ่นมารดาของเจ้าเมื่อท่านแก่ชรา.” (สุภาษิต 23:22) กระนั้น เมื่อแต่งงานแล้วมีการดัดแปลงเรื่องสัมพันธภาพ. ตราบใดที่สมาชิกแต่ละคนของครอบครัวคำนึงถึงข้อนี้ คู่สมรสวัยหนุ่มสาวย่อมได้ประโยชน์จากประสบการณ์และสติปัญญาของบิดามารดา.
-
-
ชื่นชมกับสัมพันธภาพอันอบอุ่นในวงญาติตื่นเถิด! 1990 | มีนาคม 8
-
-
เช่นนั้นแล้ว สามีจะริเริ่มทำให้เกิดสันติสุขในครอบครัวได้อย่างไร? มิทซึฮารุบอกว่า การเอาหลักการในคัมภีร์ไบเบิลไปใช้ได้ช่วยครอบครัวเขา. เขายอมรับว่า “ความผูกพันระหว่างแม่กับลูกชายของเธอแน่นเหนียวมากแม้ว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดังนั้นลูกชายต้องเพียรพยายาม ‘ละจากบิดามารดาและติดสนิทอยู่กับภรรยา.’” เขาได้นำหลักการมาใช้ โดยพิจารณาหารือเรื่องราวเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและฝึกอบรมเด็กเฉพาะกับภรรยาของเขา และเขาไม่ได้เปรียบเทียบภรรยากับแม่เมื่อพูดถึงงานบ้าน. เขาพูดต่อไปว่า “บัดนี้ เราและคุณพ่อคุณแม่นับถือซึ่งกันและกัน. แต่ละคนรู้ว่าการเข้าแทรกแซงแบบไหนจะทำให้ขุ่นเคืองและรู้ว่าเมื่อไรที่ความช่วยเหลือและความร่วมมือจะได้รับการหยั่งรู้ค่า.”
นอกจากการ ‘ติดสนิทอยู่กับภรรยาของตน’ สามีต้องเป็นคนกลางระหว่างมารดาและภรรยา. (เยเนซิศ 2:24) เขาต้องเป็นผู้ฟังที่ดีและให้ทั้งสองฝ่ายเปิดหัวใจพูด. (สุภาษิต 20:5) สามีคนหนึ่งซึ่งได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับสถานการณ์ด้วยการผ่อนหนักผ่อนเบา จะสืบค้นดูก่อนอื่นว่าภรรยารู้สึกอย่างไร. แล้วขณะที่ภรรยาอยู่ด้วย เขาจะพูดกับมารดาถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง. โดยรับบทบาทของผู้ก่อสันติเช่นนั้น ลูกชายย่อมสร้างความสัมพันธ์อันน่ายินดีในบ้านระหว่างผู้หญิงสองคนที่เขารัก.
-