บท 8
“พระเจ้าส่งผมมาเพื่อทำงานนี้”
1-4. (ก) พระเยซูสอนผู้หญิงชาวสะมาเรียอย่างเข้าถึงหัวใจยังไงและผลเป็นยังไง? (ข) พวกอัครสาวกมีท่าทียังไง?
พระเยซูและอัครสาวกเดินมาหลายชั่วโมงแล้ว พวกเขาเดินทางจากยูเดียขึ้นไปทางเหนือเพื่อไปกาลิลี นี่เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 วัน และต้องเดินทางผ่านสะมาเรีย ประมาณตอนเที่ยง พวกเขาก็มาใกล้เมืองสิคาร์ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ และแวะพักที่นั่น
2 ระหว่างที่พวกอัครสาวกไปซื้ออาหาร พระเยซูนั่งพักอยู่ที่บ่อน้ำนอกเมือง มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาตักน้ำ จริง ๆ แล้วพระเยซูอาจเลือกที่จะไม่สนใจเธอก็ได้ เพราะตอนนั้นท่านเหนื่อยจาก ‘การเดินทางไกล’ (ยอห์น 4:6) ท่านอาจจะแค่นั่งพัก แล้วก็หลับตา ไม่พูดคุยอะไรกับผู้หญิงสะมาเรียคนนี้ และอย่างที่เราได้ดูไปแล้วในบท 4 ผู้หญิงคนนี้คงคิดว่าคนยิวทุกคนไม่อยากยุ่งกับเธอ แต่พระเยซูไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านเริ่มพูดคุยกับเธอ
3 พระเยซูเริ่มพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้โดยใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบซึ่งเป็นเรื่องที่เธอทำอยู่ทุกวันและตอนนี้ก็กำลังทำอยู่ด้วย เธอมาที่นี่เพื่อตักน้ำ พระเยซูเลยพูดถึงน้ำที่ให้ชีวิตซึ่งจะช่วยให้เธอใกล้ชิดกับพระเจ้า ระหว่างที่คุยกัน หลายครั้งเธอพูดถึงเรื่องที่อาจทำให้ขัดแย้งและเถียงกันได้a แต่พระเยซูก็เลี่ยงที่จะคุยเรื่องเหล่านั้นและคุยเรื่องที่ท่านอยากจะคุยกับเธอต่อไป ท่านคุยเรื่องพระยะโฮวาพระเจ้าและการนมัสการบริสุทธิ์ สิ่งที่พระเยซูพูดทำให้หลายคนได้ประโยชน์ เพราะหลังจากที่ผู้หญิงคนนี้ได้ฟังที่ท่านพูด เธอก็เอาไปเล่าให้คนในเมืองฟัง หลายคนเลยอยากฟังพระเยซูด้วยเหมือนกัน—ยอห์น 4:3-42
4 พอพวกอัครสาวกกลับมา พวกเขารู้สึกยังไงที่เห็นพระเยซูกำลังประกาศอยู่? แทนที่จะดีใจกับสิ่งที่พระเยซูทำ พวกเขากลับรู้สึกแปลกใจที่พระเยซูคุยกับผู้หญิงสะมาเรียและพวกเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอ หลังจากที่ผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว พวกเขาก็คะยั้นคะยอให้พระเยซูกินอาหารที่พวกเขาเอามาให้ แต่พระเยซูบอกว่า “ผมมีอาหารที่พวกคุณไม่รู้จัก” พอได้ยินแบบนี้พวกอัครสาวกก็งงและคิดว่าพระเยซูมีอาหารจริง ๆ พระเยซูเลยอธิบายต่อว่า “อาหารของผมคือการทำตามความประสงค์ของผู้ที่ใช้ผมมาและทำงานของพระองค์ให้สำเร็จ” (ยอห์น 4:32, 34) พระเยซูกำลังสอนว่างานหลักในชีวิตของท่านสำคัญยิ่งกว่าการกินอาหารและท่านก็อยากให้พวกเขารู้สึกแบบนั้นด้วย งานที่พระเยซูพูดถึงคืองานอะไร?
5. งานสำคัญในชีวิตของพระเยซูคืออะไร และในบทนี้เราจะคุยกันเรื่องอะไรบ้าง?
5 พระเยซูเคยบอกว่า “ผมต้องประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า . . . เพราะพระเจ้าส่งผมมาเพื่อทำงานนี้” (ลูกา 4:43) พระเยซูถูกส่งมาเพื่อประกาศและสอนข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าb สาวกของท่านในทุกวันนี้ก็ทำงานนี้เหมือนกัน ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ว่าทำไมพระเยซูประกาศ ท่านประกาศเรื่องอะไร และท่านคิดยังไงกับงานที่ได้รับมอบหมาย
เหตุผลที่พระเยซูประกาศ
6, 7. พระเยซูอยากให้ “ครูทุกคน” ที่สอนคัมภีร์ไบเบิลรู้สึกยังไงกับการบอกข่าวดีกับคนอื่น? ขอยกตัวอย่าง
6 ให้เรามาดูว่าพระเยซูรู้สึกยังไงกับความจริงที่ท่านสอน จากนั้นเราจะดูว่าพระเยซูมองผู้คนที่ท่านสอนยังไง พระเยซูใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายเพื่อทำให้เห็นว่าท่านรู้สึกยังไงกับการสอนความจริงที่มาจากพระยะโฮวาให้คนอื่น ท่านบอกว่า “ครูทุกคนที่ได้เรียนรู้เรื่องรัฐบาลสวรรค์ ก็เปรียบเหมือนกับเจ้าของบ้านคนหนึ่งที่เอาสมบัติทั้งเก่าและใหม่ออกมาจากห้องเก็บสมบัติของเขา” (มัทธิว 13:52) ทำไมเจ้าของบ้านในตัวอย่างเปรียบเทียบนี้ถึงเอาสมบัติออกมา?
7 เจ้าของบ้านไม่ได้เอาทรัพย์สมบัติออกมาแค่เพื่ออวดเหมือนที่กษัตริย์เฮเซคียาห์เคยทำและจากนั้นก็ได้รับผลเสียหาย (2 พงศ์กษัตริย์ 20:13-20) แล้วเจ้าของบ้านเอาทรัพย์สมบัติออกมาทำไม? ลองนึกภาพดู สมมุติว่าคุณไปเยี่ยมครูคนหนึ่งที่คุณรัก ครูดึงลิ้นชักแล้วหยิบจดหมายออกมา 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเก่ามากจนกระดาษเป็นสีเหลือง ส่วนอีกฉบับยังดูใหม่ จดหมายเหล่านี้มาจากพ่อของครู ฉบับที่ดูเก่า ครูได้รับมานานแล้วตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ส่วนอีกฉบับเพิ่งได้รับเมื่อไม่นานมานี้ ครูมีความสุขมากตอนที่เล่าให้คุณฟังว่าจดหมายเหล่านี้มีค่ามากขนาดไหนและคำแนะนำในจดหมายช่วยเปลี่ยนชีวิตครูยังไง และคำแนะนำเหล่านั้นก็ช่วยคุณได้ด้วย สำหรับครูแล้วจดหมายเหล่านี้เป็นสมบัติที่มีค่าจริง ๆ (ลูกา 6:45) ที่ครูเอาจดหมายออกมาให้คุณดู ไม่ใช่เพราะอยากอวดหรืออยากได้ประโยชน์บางอย่าง แต่ครูอยากช่วยคุณให้ได้รับประโยชน์และอยากให้รู้ว่าจดหมายเหล่านี้มีค่ามากแค่ไหน
8. ทำไมเราถึงรู้สึกว่าความจริงในคัมภีร์ไบเบิลเป็นเหมือนสมบัติที่มีค่า?
8 พระเยซูครูผู้ยิ่งใหญ่ก็รู้สึกคล้าย ๆ กันตอนที่สอนความจริงเรื่องพระเจ้าให้กับคนอื่น ๆ ท่านมองว่าความจริงเหล่านั้นเป็นเหมือนกับสมบัติที่มีค่ามาก ท่านรักความจริงและอยากเล่าให้คนอื่นฟัง ท่านอยากให้ “ครูทุกคน” ซึ่งหมายถึงสาวกของท่านรู้สึกแบบนั้นด้วย เรารู้สึกแบบนั้นไหม? มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เรารักความจริงที่ได้เรียนจากคัมภีร์ไบเบิล เราเห็นค่าความจริงที่ได้เรียนไม่ว่าเราจะเรียนเรื่องนั้นมานานแล้วหรือเป็นเรื่องที่มีการปรับเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ ถ้าเรารักความจริงเสมอและประกาศอย่างกระตือรือร้น เราก็กำลังทำเหมือนพระเยซูโดยช่วยคนอื่นให้รักความจริงด้วย
9. (ก) พระเยซูรู้สึกยังไงกับคนที่ท่านสอน? (ข) เราต้องทำยังไงเพื่อจะมองผู้คนแบบเดียวกับพระเยซู?
9 พระเยซูยังรักคนที่ท่านสอนด้วย ซึ่งเราจะดูเรื่องนี้มากขึ้นในตอน 3 คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “เมสสิยาห์จะสงสารคนต่ำต้อยและคนจน” (สดุดี 72:13) เราเห็นว่าพระเยซูเป็นแบบนั้นจริง ๆ ท่านสนใจความคิดและแรงกระตุ้นของผู้คน ท่านรู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้พวกเขารู้สึกกังวลและมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจความจริง และท่านก็เป็นห่วงพวกเขา (มัทธิว 11:28; 16:13; 23:13, 15) ตัวอย่างเช่น ลองนึกถึงหญิงชาวสะมาเรีย เธอต้องประทับใจมากแน่ ๆ ที่พระเยซูใส่ใจเธอ พระเยซูเข้าใจสภาพการณ์ของเธออย่างดี นี่เลยทำให้เธอเชื่อว่าท่านเป็นผู้พยากรณ์ และอยากบอกเรื่องพระเยซูให้คนอื่นรู้ด้วย (ยอห์น 4:16-19, 39) ก็จริงที่สาวกของพระเยซูในทุกวันนี้ไม่สามารถอ่านใจผู้คนได้ แต่เราแสดงความสนใจผู้คนเหมือนที่พระเยซูทำได้ แสดงความห่วงใยต่อพวกเขา และปรับคำพูดของเราเพื่อคุยเรื่องที่พวกเขาสนใจ หรือพูดถึงปัญหาและความจำเป็นของพวกเขา
เรื่องที่พระเยซูประกาศ
10, 11. (ก) พระเยซูประกาศเรื่องอะไร? (ข) ทำไมผู้คนจำเป็นต้องมีรัฐบาลของพระเจ้า?
10 พระเยซูประกาศเรื่องอะไร? ถ้าคุณหาคำตอบของคำถามนี้จากคำสอนของโบสถ์ต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของพระเยซู คุณอาจได้คำตอบว่าพระเยซูอยากแก้ไขปัญหาสังคม อยากเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง หรือคุณอาจคิดว่าพระเยซูเน้นเรื่องความรอดของเรา แต่เหมือนที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ พระเยซูพูดอย่างชัดเจนว่า “ผมต้องประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า” แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอะไร?
11 ขอจำไว้ว่า พระเยซูอยู่ในสวรรค์ตอนที่ซาตานหมิ่นประมาทชื่อที่บริสุทธิ์ของพระยะโฮวาครั้งแรกและบอกว่าพระเจ้าไม่ได้ปกครองในวิธีที่ดีที่สุด พระเยซูคงเจ็บปวดมากที่เห็นว่าพระเจ้าพ่อของท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปกครองที่ไม่ยุติธรรมและไม่ยอมให้สิ่งดี ๆ กับคนที่พระองค์สร้างขึ้นมา พระเยซูต้องเสียใจมากแน่ ๆ ที่อาดัมกับเอวาซึ่งจะเป็นพ่อแม่ของมนุษย์ทุกคนเชื่อคำโกหกของซาตาน และพระเยซูได้เห็นว่ามนุษย์ทุกคนได้รับบาปมาและต้องตายซึ่งเป็นผลจากการกบฏในครั้งนั้น (โรม 5:12) แต่พระเยซูคงดีใจมากที่รู้ว่าวันหนึ่ง พ่อของท่านจะจัดการกับปัญหาทุกอย่างที่เกิดจากการกบฏ
12, 13. รัฐบาลของพระเจ้าจะจัดการกับเรื่องอะไรบ้างที่ไม่ยุติธรรม และพระเยซูทำยังไงเพื่อให้รัฐบาลของพระเจ้าเป็นเรื่องหลักในงานรับใช้ของท่าน?
12 อะไรเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องจัดการ? ชื่อที่บริสุทธิ์ของพระยะโฮวาจะต้องเป็นที่เคารพนับถืออยู่เสมอ คำโกหกเกี่ยวกับพระยะโฮวาที่ซาตานและคนอื่น ๆ ที่อยู่ฝ่ายมันได้พูดไว้ต้องได้รับการพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง นอกจากนั้น ยังต้องมีการพิสูจน์ด้วยว่าการปกครองของพระยะโฮวาดีที่สุด และพระองค์เป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุดเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อของพระองค์ด้วย พระเยซูเข้าใจเรื่องที่สำคัญนี้มากกว่าใคร ๆ ตอนที่พระเยซูสอนสาวกให้รู้ว่าจะอธิษฐานยังไง ท่านบอกพวกเขาว่า อันดับแรก พวกเขาควรขอให้ชื่อของพ่อท่านเป็นที่เคารพนับถืออยู่เสมอ จากนั้นก็ขอให้รัฐบาลของพระองค์มาปกครอง และขอให้ทุกอย่างบนโลกและบนสวรรค์เป็นอย่างที่พระองค์อยากให้เป็น (มัทธิว 6:9, 10) อีกไม่นานรัฐบาลของพระเจ้าที่มีพระเยซูปกครองจะทำลายโลกที่ชั่วช้าของซาตาน และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพระยะโฮวาเป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุด—ดาเนียล 2:44
13 เรื่องหลักที่พระเยซูประกาศคือเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า ทุกสิ่งที่ท่านพูดและทำช่วยให้รู้ว่ารัฐบาลของพระเจ้าคืออะไร และรัฐบาลนี้จะทำยังไงเพื่อให้ความประสงค์ของพระยะโฮวาสำเร็จเป็นจริง พระเยซูไม่ยอมให้อะไรมาทำให้ท่านไขว้เขวไปจากการประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า ถึงแม้ในสมัยของท่านจะมีทั้งปัญหาทางสังคมและความไม่ยุติธรรมมากมาย แต่ท่านก็ยังจดจ่อกับข่าวดีและงานประกาศ การที่พระเยซูจดจ่ออยู่กับเรื่องนี้หมายความว่าท่านเป็นคนที่ไม่เปิดกว้างทางความคิด น่าเบื่อ และพูดแต่เรื่องเดิม ๆ ตอนที่ท่านประกาศไหม? ไม่เลย
14, 15. (ก) ทำไมถึงบอกว่าพระเยซูยิ่งใหญ่กว่าโซโลมอน? (ข) เราจะเลียนแบบตัวอย่างของพระเยซูได้ยังไงตอนที่เราประกาศ?
14 ตลอดตอน 2 นี้ เราจะเห็นว่าพระเยซูทำให้การสอนของท่านน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ ท่านรู้ว่าผู้ฟังรู้สึกยังไงและท่านก็ช่วยพวกเขาให้อยากฟังและทำตามคำสอนของท่าน เราอาจนึกถึงกษัตริย์โซโลมอนที่ฉลาดมาก เขาใช้คำพูดที่สละสลวยและถ้อยคำที่เป็นความจริงอย่างถูกต้องเพื่อถ่ายทอดความคิดที่พระยะโฮวาดลใจให้เขาเขียน (ปัญญาจารย์ 12:10) ถึงแม้เขาจะเป็นมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ แต่พระยะโฮวาให้เขามี “ความรู้ความเข้าใจ” ในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้เขาพูดถึงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนก ปลา ต้นไม้ และสัตว์ต่าง ๆ หลายคนถึงกับเดินทางไกลเพื่อมาฟังโซโลมอนพูด (1 พงศ์กษัตริย์ 4:29-34) แต่พระเยซู “ยิ่งใหญ่กว่าโซโลมอน” (มัทธิว 12:42) ท่านฉลาดและมี “ความรู้ความเข้าใจ” มากกว่าโซโลมอน เมื่อพระเยซูสอนผู้คน ท่านก็ใช้ความรู้เรื่องสัตว์ต่าง ๆ เช่น นกและปลา รวมทั้งเรื่องเกษตรกรรม สภาพอากาศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประวัติศาสตร์ และปัญหาต่าง ๆ ในสังคม ในเวลาเดียวกัน พระเยซูไม่เคยอวดความรู้ของท่านเพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ ท่านสอนในแบบที่เข้าใจง่ายและชัดเจน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนชอบฟังท่านสอน—มาระโก 12:37; ลูกา 19:48
15 คริสเตียนในทุกวันนี้พยายามเลียนแบบตัวอย่างของพระเยซู ถึงเราจะไม่ได้มีสติปัญญาและความรู้มากมายเหมือนท่าน แต่เราทุกคนก็มีความรู้และประสบการณ์อยู่บ้างที่จะเอามาใช้ได้ตอนที่สอนความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลกับคนอื่น ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องสอนว่าพระยะโฮวารักลูก ๆ ของพระองค์มากแค่ไหน คนที่เป็นพ่อแม่ก็อาจใช้ความรู้สึกที่พวกเขามีต่อลูกมาเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่ออธิบายได้ ส่วนคนอื่นก็อาจใช้เรื่องเกี่ยวกับงานที่พวกเขาทำ เรื่องที่โรงเรียน ผู้คนที่พวกเขาเจอ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ตอนที่เราใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อสอนคนอื่น เราต้องระวังอย่าให้ผู้ฟังสนใจเรื่องนั้นมากกว่าข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า—1 ทิโมธี 4:16
มุมมองที่พระเยซูมีต่องานรับใช้
16, 17. (ก) พระเยซูรู้สึกยังไงต่องานรับใช้? (ข) พระเยซูทำอะไรบ้างที่ทำให้เห็นว่างานรับใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน?
16 พระเยซูมองว่างานรับใช้ของท่านเป็นเหมือนสมบัติที่มีค่า ท่านมีความสุขที่ได้ช่วยผู้คนให้รู้ว่าพ่อในสวรรค์ของท่านเป็นยังไงจริง ๆ ท่านไม่ได้ทำให้ผู้คนสับสนเหมือนคำสอนและประเพณีต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมาเอง พระเยซูชอบช่วยผู้คนให้เข้ามาเป็นที่ยอมรับของพระเจ้าและมีความหวังเรื่องชีวิตตลอดไป ท่านรักงานประกาศข่าวดีเพราะรู้ว่าข่าวดีนี้จะช่วยปลอบโยนและทำให้ผู้คนมีความสุข แล้วพระเยซูทำอะไรที่ทำให้เรารู้ว่าท่านรู้สึกอย่างนั้น? ให้เรามาดู 3 อย่างที่พระเยซูทำ
17 อย่างแรก พระเยซูให้งานรับใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน งานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพระเยซูคือ งานประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลที่พระเยซูใช้ชีวิตเรียบง่ายเสมออย่างที่เราเห็นไปแล้วในบท 5 ท่านทำเหมือนกับที่สอนโดยจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญกว่า พระเยซูไม่ได้มีของมากมายที่ต้องใช้เวลาเพื่อดูแลรักษา เลยไม่มีอะไรมาทำให้ท่านเขว พระเยซูใช้ชีวิตเรียบง่ายเลยทำให้ท่านจดจ่อกับงานรับใช้ได้—มัทธิว 6:22; 8:20
18. พระเยซูทุ่มเทตัวในงานรับใช้ยังไงบ้าง?
18 อย่างที่ 2 พระเยซูทุ่มเทตัวในงานรับใช้ ท่านทุ่มเทแรงกายและกำลังอย่างมากเพื่อทำงานนี้ ท่านเดินหลายร้อยกิโลเมตรไปทั่วอิสราเอลเพื่อหาคนที่จะบอกข่าวดี ท่านประกาศกับผู้คนตามบ้าน ในที่สาธารณะ ในตลาด และในที่อื่น ๆ อีกหลายที่ และยังประกาศแม้แต่ตอนที่ท่านหิวข้าวหิวน้ำ รู้สึกเหนื่อย หรืออยากอยู่เงียบ ๆ กับเพื่อน แม้แต่ตอนที่กำลังจะตาย ท่านก็ยังบอกข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้ากับคนอื่นด้วย—ลูกา 23:39-43
19, 20. พระเยซูยกตัวอย่างอะไรที่ทำให้เห็นว่างานประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วน?
19 อย่างที่ 3 พระเยซูมองว่างานรับใช้เป็นงานที่เร่งด่วน ลองนึกถึงตอนที่พระเยซูคุยกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำนอกเมืองสิคาร์ ดูเหมือนว่าตอนนั้นพวกอัครสาวกไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องประกาศข่าวดี พระเยซูเลยบอกกับพวกเขาว่า “พวกคุณพูดกันไม่ใช่หรือว่า อีก 4 เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าว? แต่ผมจะบอกว่า เงยหน้ามองดูทุ่งนาสิ รวงข้าวเหลืองอร่ามพร้อมจะเกี่ยวได้แล้ว”—ยอห์น 4:35
20 พระเยซูใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบนี้เพราะตอนนั้นเป็นเดือนคิสเลฟ (พฤศจิกายน/ธันวาคม) ยังไม่ใช่ฤดูเกี่ยวข้าว นั่นหมายความว่าต้องรออีก 4 เดือนถึงจะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปัสกาในวันที่ 14 เดือนนิสาน ดังนั้น ชาวนารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะเก็บเกี่ยว ยังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงตอนนั้น แล้วการช่วยผู้คนให้รู้ความจริงล่ะ? มีหลายคนพร้อมที่จะฟัง เรียนรู้ อยากเข้ามาเป็นสาวกของพระเยซู และได้รับความหวังที่พระยะโฮวาจะให้พวกเขา พระเยซูมองผู้คนเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนกับทุ่งนาซึ่งเต็มไปด้วยต้นข้าวที่ออกรวงเหลืองอร่ามและพร้อมจะเก็บเกี่ยว ผู้คนพร้อมจะได้รับการสอนแล้วและงานนี้ก็เร่งด่วนc ดังนั้น ตอนที่ผู้คนจากเมืองหนึ่งพยายามให้พระเยซูอยู่กับพวกเขาต่อ ท่านบอกพวกเขาว่า “ผมต้องประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าที่เมืองอื่นด้วย เพราะพระเจ้าส่งผมมาเพื่อทำงานนี้”—ลูกา 4:43
21. เราจะเลียนแบบพระเยซูได้ยังไง?
21 ทั้ง 3 อย่างที่พระเยซูทำเป็นสิ่งที่เราเลียนแบบได้ เราสามารถทำให้งานรับใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตได้ ถึงแม้จะยุ่งกับงานอาชีพและการดูแลครอบครัว แต่เราก็สามารถให้งานรับใช้มาเป็นอันดับแรกได้โดยทำงานนี้เป็นประจำอย่างกระตือรือร้นเหมือนที่พระเยซูทำ (มัทธิว 6:33; 1 ทิโมธี 5:8) เรารับใช้สุดความสามารถได้โดยใช้เวลา กำลัง และสิ่งที่เรามีอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนงานนี้ (ลูกา 13:24) เราควรจำไว้เสมอว่างานนี้เป็นงานที่เร่งด่วน (2 ทิโมธี 4:2) ดังนั้น เราต้องใช้ทุกโอกาสเพื่อประกาศข่าวดี
22. เราจะดูเรื่องอะไรในบทถัดไป?
22 พระเยซูยังแสดงให้เห็นความสำคัญของงานนี้โดยทำให้แน่ใจว่าจะมีการทำงานนี้ต่อไปหลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้ว พระเยซูสั่งให้สาวกของท่านทำงานประกาศและงานสอนต่อไปซึ่งเราจะดูเรื่องนี้มากขึ้นในบทถัดไป
a ตัวอย่างเช่น ตอนที่ผู้หญิงคนนี้ถามว่าทำไมพระเยซูที่เป็นคนยิวถึงมาคุยกับเธอที่เป็นคนสะมาเรีย แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องที่เป็นปัญหามานานระหว่างคนยิวกับคนสะมาเรีย (ยอห์น 4:9) เธอยังบอกด้วยว่าชนชาติของเธอสืบเชื้อสายมาจากยาโคบซึ่งคนยิวในสมัยนั้นไม่ยอมรับเรื่องนี้ (ยอห์น 4:12) คนยิวเรียกคนสะมาเรียว่าพวกคูธาเพื่อตอกย้ำว่าคนสะมาเรียสืบเชื้อสายมาจากคนต่างชาติ
b การประกาศ หมายถึง การบอกข่าวสารให้คนอื่นรู้ การสอนก็มีความหมายคล้ายกัน แต่การสอนรวมถึงการอธิบายเรื่องนั้นอย่างละเอียดและลึกซึ้งด้วย ผู้สอนที่ดีจะใช้วิธีสอนหลายแบบเพื่อให้เรื่องนั้นเข้าถึงใจผู้ฟังและช่วยผู้ฟังให้เอาสิ่งที่ได้เรียนไปใช้
c แหล่งอ้างอิงหนึ่งอธิบายเกี่ยวกับข้อนี้ว่า “เมื่อข้าวแก่เต็มที่แล้วก็จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองหรือสีที่อ่อนลง และทำให้รู้ว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”