บท 4
“ดูนั่นสิ สิงโตจากตระกูลยูดาห์”
“ผมเอง”
1-3. พระเยซูเจอเหตุการณ์อะไร และท่านรู้สึกยังไง?
มีคนกลุ่มใหญ่กำลังตามจับพระเยซู พวกเขาถือดาบและกระบอง และมีทหารมาด้วย พวกเขามีแผนร้ายอยู่ในใจ คนกลุ่มนี้พากันเดินไปตามถนนมืด ๆ ในกรุงเยรูซาเล็มแล้วข้ามหุบเขาขิดโรนไปถึงภูเขามะกอก คืนนั้นดวงจันทร์เต็มดวง แต่พวกเขาก็ถือคบไฟและตะเกียงมาด้วย อาจเป็นเพราะต้องใช้ส่องทางตอนที่เมฆบังแสงจันทร์ไหม หรือเพราะคิดว่าคนที่พวกเขาตามหาจะซ่อนอยู่ในที่มืด? แต่ถ้าพวกเขาคิดว่าพระเยซูจะกลัวและหนีไปซ่อนตัว พวกเขาก็คิดผิดแล้ว
2 พระเยซูรู้ว่าคนพวกนี้กำลังจะมาจับท่าน แต่ท่านก็ไม่หนีและยืนรอพวกเขาอยู่ ยูดาสที่เคยเป็นเพื่อนสนิทของท่านเป็นคนนำทางพวกเขามา เขาไม่อายเลยที่ทรยศพระเยซูซึ่งเคยเป็นนายของเขา และชี้ตัวท่านด้วยการจูบ แต่พระเยซูไม่ได้ตกใจ ท่านก้าวออกมาต่อหน้าคนพวกนั้นและถามว่า “มาตามหาใคร?” พวกเขาตอบว่า “เยซูชาวนาซาเร็ธ”
3 คนทั่วไปคงจะกลัวถ้าต้องอยู่ต่อหน้าฝูงชนที่ถืออาวุธ และคนที่มาจับพระเยซูก็คงคิดว่าท่านจะเป็นแบบนั้น แต่พระเยซูไม่กลัว ไม่หนี และไม่โกหกเพื่อเอาตัวรอด แทนที่จะทำอย่างนั้น ท่านบอกว่า “ผมเอง” ท่านสงบและกล้าหาญมาก พอเห็นแบบนั้น พวกเขาตกใจจนถึงกับผงะถอยหลังล้มลงกับพื้น!—ยอห์น 18:1-6; มัทธิว 26:45-50; มาระโก 14:41-46
4-6. (ก) มีการเปรียบลูกของพระเจ้ากับอะไร และทำไม? (ข) พระเยซูแสดงความกล้าหาญใน 3 ด้านอะไรบ้าง?
4 ทำไมพระเยซูยังสงบนิ่งได้ตอนเผชิญหน้าฝูงชนที่โกรธแค้น? คำตอบคือเพราะท่านกล้าหาญ นี่เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดของผู้นำและใคร ๆ ก็ชอบผู้นำแบบนี้ ที่จริง ไม่มีใครกล้าหาญเท่าพระเยซู ในบทก่อนหน้านี้ เราได้เรียนว่าพระเยซูถ่อมและอ่อนโยนมาก ท่านเลยถูกเรียกว่า “ลูกแกะ” (ยอห์น 1:29) แต่พระเยซูก็เป็นคนกล้าหาญด้วย คัมภีร์ไบเบิลเลยเรียกท่านว่า “สิงโตจากตระกูลยูดาห์”—วิวรณ์ 5:5
5 สิงโตมักถูกเชื่อมโยงกับความกล้าหาญ คุณเคยเผชิญหน้ากับสิงโตตัวผู้ที่โตเต็มวัยไหม? ถ้าเคย ก็คงต้องมีอะไรที่กั้นระหว่างคุณกับสิงโตแน่ ๆ เช่น รั้วในกรงที่สวนสัตว์ ถึงอย่างนั้น การเผชิญหน้ากับสัตว์ที่ตัวใหญ่และทรงพลังนี้อาจทำให้คุณกลัวได้ ตอนที่คุณมองหน้ามันและมันจ้องคุณกลับอย่างไม่ละสายตา คุณคงคิดไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรทำให้สิงโตกลัวจนหนีไปได้ คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ‘สิงโตมีกำลังมากที่สุดในพวกสัตว์ป่าและไม่เคยวิ่งหนีใคร’ (สุภาษิต 30:30) พระเยซูก็มีความกล้าหาญอย่างนั้นแหละ
6 ให้มาดูว่าพระเยซูแสดงความกล้าหาญเหมือนสิงโตยังไงใน 3 ด้านคือ เมื่อปกป้องความจริง เมื่อสนับสนุนความยุติธรรม และเมื่อเจอการต่อต้าน เราจะได้เห็นด้วยว่าแม้เราทุกคนจะไม่ใช่คนกล้าหาญก็สามารถเลียนแบบพระเยซูและแสดงความกล้าหาญได้
พระเยซูปกป้องความจริงอย่างกล้าหาญ
7-9. (ก) เกิดอะไรขึ้นตอนที่พระเยซูอายุ 12 ปี และถ้าเป็นคุณจะรู้สึกยังไง? (ข) พระเยซูแสดงความกล้าหาญยังไงตอนที่คุยกับพวกผู้นำศาสนาในวิหาร?
7 ในโลกที่ซาตาน “พ่อของการโกหก” ปกครอง หลายครั้งเราต้องมีความกล้าหาญเพื่อจะปกป้องความจริง (ยอห์น 8:44; 14:30) พระเยซูไม่ได้รอจนเป็นผู้ใหญ่ก่อนแล้วค่อยปกป้องความจริง ตอนอายุ 12 ปี ท่านไปฉลองเทศกาลปัสกาในกรุงเยรูซาเล็มกับพ่อแม่ แต่พอจบเทศกาลท่านไม่ได้กลับไปด้วย มารีย์กับโยเซฟต้องตามหาท่านอยู่ 3 วันจนในที่สุดก็เจอท่านอยู่ในวิหาร พระเยซูทำอะไรอยู่? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ท่าน “กำลังนั่งฟังและซักถามพวกอาจารย์อยู่” (ลูกา 2:41-50) ให้เราลองนึกภาพเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูกำลังคุยกับพวกอาจารย์
8 นักประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นธรรมเนียมที่ผู้นำศาสนาที่มีชื่อเสียงบางคนจะอยู่ต่อที่วิหารหลังเทศกาล และสอนที่ระเบียงทางเดินกว้าง ๆ ในวิหาร ผู้คนจะนั่งฟังพวกเขาและถามคำถามต่าง ๆ ผู้สอนเหล่านี้เป็นคนที่มีความรู้ รู้จักกฎหมายของโมเสสอย่างดี รวมทั้งกฎหมายและธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ซับซ้อนมากมายซึ่งเพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ถ้าคุณนั่งอยู่ต่อหน้าพวกเขา คุณคงรู้สึกกลัวใช่ไหม? ก็เข้าใจได้ที่คุณจะรู้สึกอย่างนั้น และคุณจะรู้สึกยังไงถ้าคุณอายุแค่ 12 ปี? เด็ก ๆ มักจะรู้สึกอาย (เยเรมีย์ 1:6) เด็กบางคนพยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สนใจของครูในโรงเรียน เพราะกลัวจะถูกเรียกให้ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ขายหน้าหรือถูกเยาะเย้ย
9 แต่พระเยซูนั่งอยู่กับพวกอาจารย์และซักถามพวกเขาอย่างกล้าหาญด้วยคำถามที่ลึกซึ้ง และไม่ใช่แค่นั้น คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูพูดก็รู้สึกทึ่งจริง ๆ ที่เห็นว่าท่านเข้าใจและตอบได้ดีมาก” (ลูกา 2:47) คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกว่าท่านพูดอะไรบ้างในตอนนั้น แต่เรามั่นใจได้ว่าท่านไม่ได้พูดเรื่องคำสอนผิด ๆ เหมือนที่ผู้นำศาสนาทำ (1 เปโตร 2:22) พระเยซูปกป้องความจริงในคัมภีร์ไบเบิล และคนที่ฟังอยู่ก็รู้สึกแปลกใจจริง ๆ ที่เด็กอายุ 12 มีความเข้าใจและกล้าหาญแบบนั้น
วัยรุ่นคริสเตียนหลายคนอธิบายความเชื่อของตัวเองอย่างกล้าหาญ
10. วัยรุ่นคริสเตียนหลายคนในทุกวันนี้กำลังเลียนแบบความกล้าหาญของพระเยซูยังไง?
10 ในทุกวันนี้ เด็ก ๆ และวัยรุ่นคริสเตียนหลายคนกำลังทำตามตัวอย่างของพระเยซู ถึงแม้พวกเขาไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบเหมือนท่าน แต่พวกเขาเลียนแบบท่านโดยไม่ได้รอจนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วค่อยปกป้องความจริง ตอนอยู่ที่โรงเรียนหรือละแวกบ้านพวกเขาใช้คำถามอย่างอ่อนโยน ตั้งใจฟัง และบอกความจริงกับคนอื่น ๆ ด้วยความนับถือ (1 เปโตร 3:15) พวกเขาช่วยเพื่อนนักเรียน ครู และเพื่อนบ้านให้มาติดตามพระเยซู ความกล้าของพวกเขาต้องทำให้พระยะโฮวาพอใจมากแน่ ๆ! คัมภีร์ไบเบิลพูดถึงเด็กและวัยรุ่นเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนน้ำค้างที่ทำให้สดชื่นและมีความสุข—สดุดี 110:3
11, 12. ตอนที่พระเยซูเป็นผู้ใหญ่ ท่านแสดงความกล้าหาญเพื่อปกป้องความจริงยังไง?
11 ตอนที่พระเยซูเป็นผู้ใหญ่ ท่านก็แสดงความกล้าหาญเพื่อปกป้องความจริงหลายครั้ง เมื่อเริ่มงานรับใช้ ท่านต้องเจอเรื่องที่หลายคนมองว่าน่ากลัวมาก ตอนนั้นท่านเป็นแค่มนุษย์ ไม่ได้เป็นอัครทูตสวรรค์ที่มีอำนาจมาก ท่านต้องเผชิญหน้ากับซาตานศัตรูของพระยะโฮวาที่ทั้งอันตรายและมีอำนาจมากที่สุด แต่พระเยซูกล้าหาญ ท่านปฏิเสธมันและทำให้เห็นว่ามันใช้ข้อคัมภีร์อย่างผิด ๆ ท่านสั่งมันว่า “ไปให้พ้น ซาตาน!”—มัทธิว 4:2-11
12 พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ดีในงานรับใช้โดยปกป้องคำสอนของพ่ออย่างกล้าหาญไม่ให้ถูกบิดเบือนหรือเอาไปใช้อย่างผิด ๆ ทุกวันนี้พวกผู้นำศาสนาก็ชอบสอนผิด ๆ เหมือนในสมัยของพระเยซู พระเยซูบอกกับพวกผู้นำศาสนาในสมัยของท่านว่า “พวกคุณเองนั่นแหละที่ทำให้คำสอนของพระเจ้าไม่มีความหมายเพราะธรรมเนียมของพวกคุณ” (มาระโก 7:13) ถึงพวกเขาจะได้รับความนับถือจากคนทั่วไป แต่พระเยซูก็ไม่กลัวที่จะตำหนิพวกเขาว่าเป็นคนนำทางที่ตาบอดและหลอกลวงa (มัทธิว 23:13, 16) แล้วเราจะกล้าหาญเหมือนพระเยซูได้ยังไง?
13. เราควรจำเรื่องอะไรไว้ และเราทำอะไรได้?
13 เราควรจำไว้ว่า ถึงเราจะอ่านใจคนอื่นไม่ได้และไม่มีอำนาจที่จะตัดสินเหมือนกับพระเยซู แต่เราปกป้องความจริงอย่างกล้าหาญเหมือนท่านได้ เช่น บอกให้คนอื่นรู้ว่าศาสนาต่าง ๆ สอนเรื่องไม่จริงเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับความประสงค์และคำสอนของพระองค์ ถ้าเราทำอย่างนี้ เราก็กำลังช่วยพวกเขาให้เห็นแสงสว่างของความจริงในโลกที่เต็มไปด้วยคำโกหกของซาตาน (มัทธิว 5:14; วิวรณ์ 12:9, 10) เราช่วยผู้คนให้เป็นอิสระจากคำสอนเท็จที่ทำให้พวกเขากลัวและไม่มีโอกาสได้รู้จักพระเจ้า เป็นสิทธิพิเศษจริง ๆ ที่เราได้เห็นคำสัญญาของพระเยซูเกิดขึ้นจริงที่ว่า “ความจริงจะทำให้พวกคุณเป็นอิสระ”—ยอห์น 8:32
พระเยซูสนับสนุนความยุติธรรมอย่างกล้าหาญ
14, 15. (ก) วิธีหนึ่งที่พระเยซูทำให้ผู้คน “ได้รับความยุติธรรม” คืออะไร? (ข) ตอนที่พูดคุยกับผู้หญิงสะมาเรียคนหนึ่ง พระเยซูไม่มีอคติยังไง?
14 คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลบอกล่วงหน้าว่าเมสสิยาห์จะทำให้คนทุกชาติ “ได้รับความยุติธรรม” (มัทธิว 12:18; อิสยาห์ 42:1) ตอนที่อยู่บนโลก พระเยซูทำอย่างนั้นด้วยความกล้าหาญโดยปฏิบัติกับผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น พระเยซูไม่ยอมทำตามความคิดของคนส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ที่มักจะมีอคติและลำเอียง ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระเจ้า
15 ตอนที่พระเยซูคุยกับผู้หญิงสะมาเรียคนหนึ่งที่บ่อน้ำในเมืองสิคาร์ พวกสาวกแปลกใจมาก ทำไม? เพราะคนยิวในสมัยนั้นเกลียดคนสะมาเรีย ที่จริง พวกเขาเกลียดคนสะมาเรียมานานแล้ว นานก่อนที่พระเยซูจะมาบนโลกซะอีก (เอสรา 4:4) แถมพวกรับบีบางคนก็มองว่าผู้หญิงไม่มีค่า กฎที่พวกรับบีตั้งขึ้น ซึ่งต่อมามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ห้ามไม่ให้ผู้ชายคุยกับผู้หญิง และถึงกับบอกว่าผู้หญิงไม่มีค่าพอที่จะได้รับการสอนให้รู้จักกฎหมายของพระเจ้า และถ้าเป็นผู้หญิงสะมาเรียก็จะยิ่งถูกมองว่าไม่สะอาด แต่พระเยซูไม่มีอคติแบบนั้น ท่านสอนผู้หญิงสะมาเรียอย่างเปิดเผยทั้ง ๆ ที่เธอใช้ชีวิตแบบผิดศีลธรรม และถึงกับบอกให้เธอรู้ด้วยว่าท่านเป็นเมสสิยาห์—ยอห์น 4:5-27
16. ในทุกวันนี้ ทำไมคริสเตียนต้องกล้าหาญเพื่อจะปฏิบัติกับคนอื่นอย่างยุติธรรมและไม่มีอคติ?
16 คุณเคยเจอคนที่มีอคติไหม? พวกเขาอาจชอบล้อเลียนคนที่มีเชื้อชาติหรือสีผิวต่างจากพวกเขา พูดแบบไม่ให้เกียรติเพศตรงข้าม หรือดูถูกคนที่มีฐานะต่ำกว่า คนที่ติดตามพระเยซูต้องไม่คิดแบบนั้น แต่ต้องพยายามลบอคติออกจากใจให้หมด (กิจการ 10:34) และเพื่อจะปฏิบัติกับคนอื่นอย่างยุติธรรมและไม่มีอคติ เราต้องมีความกล้าหาญ
17. พระเยซูทำอะไรในวิหาร และเพราะอะไร?
17 ความกล้าหาญยังทำให้พระเยซูต่อสู้เพื่อทำให้การนมัสการพระเจ้าสะอาด และทำให้ประชาชนของพระองค์สะอาดด้วย ตอนเริ่มต้นงานรับใช้ พระเยซูเข้าไปในวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ท่านตกใจมากที่เห็นพ่อค้าและคนรับแลกเงินทำธุรกิจที่นั่น ท่านเลยไล่คนพวกนั้นรวมทั้งสัตว์ของพวกเขาออกไป พระเยซูทำอย่างนั้นเพราะท่านรักความถูกต้องชอบธรรม (ยอห์น 2:13-17) ตอนที่งานรับใช้ของท่านใกล้จะจบ ท่านก็ทำแบบนั้นอีก (มาระโก 11:15-18) นี่ทำให้พระเยซูมีศัตรูหลายคนที่มีอิทธิพล แต่ท่านก็ไม่กลัว เพราะอะไร? เพราะท่านรักวิหารซึ่งเป็นบ้านของพ่อ และท่านก็รู้สึกอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็ก (ลูกา 2:49) พระเยซูมองว่าสิ่งที่พวกพ่อค้าทำเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและทำให้การนมัสการที่บริสุทธิ์แปดเปื้อน ท่านรับไม่ได้และลงมือจัดการอย่างกล้าหาญ
18. คริสเตียนในทุกวันนี้ต้องกล้าหาญยังไงเพื่อรักษาประชาคมให้สะอาด?
18 ทุกวันนี้ คนที่ติดตามพระเยซูก็เห็นว่าความสะอาดในการนมัสการพระเจ้าและกับผู้รับใช้ของพระองค์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเห็นว่ามีพี่น้องทำผิดร้ายแรง เขาจะไม่อยู่เฉย ๆ แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาจะกล้าไปเตือนคนที่ทำผิด (1 โครินธ์ 1:11) เขาจะบอกผู้ดูแลในประชาคมให้รู้เรื่องนี้ด้วย ผู้ดูแลจะช่วยคนที่มีความเชื่ออ่อนแอต่อไปและทำทุกอย่างเพื่อรักษาประชาคมให้สะอาดอยู่เสมอ—ยากอบ 5:14, 15
19, 20. (ก) มีเรื่องไม่ยุติธรรมอะไรบ้างในสมัยของพระเยซู และหลายคนอยากให้ท่านทำอะไร? (ข) ทำไมคนที่ติดตามพระเยซูไม่เข้าไปยุ่งกับการเมืองและความรุนแรง และเรื่องนี้เกิดผลดียังไง?
19 นี่หมายความว่าพระเยซูจัดการกับทุกอย่างที่ไม่ยุติธรรมในสมัยของท่านไหม? ไม่ ที่จริง ในสมัยนั้นมีหลายเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ชาวยิวอยู่ใต้อำนาจชาวโรมันที่เป็นคนต่างชาติ พวกเขามีกองกำลังทหารที่บังคับกดขี่ชาวยิว เก็บภาษีมากเกินไป และเข้าไปยุ่งกับการนมัสการของชาวยิวด้วย หลายคนเลยอยากตั้งพระเยซูเป็นกษัตริย์ (ยอห์น 6:14, 15) นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านต้องแสดงความกล้าหาญ
20 พระเยซูบอกว่ารัฐบาลของท่านไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก พระเยซูวางตัวอย่างให้คนที่ติดตามท่านเห็นว่าพวกเขาต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและตั้งใจประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า (ยอห์น 17:16; 18:36) พระเยซูสอนบทเรียนสำคัญเรื่องความเป็นกลาง ตอนที่ฝูงชนมาจับตัวท่าน เปโตรรีบชักดาบออกมาฟันชายคนหนึ่งจนบาดเจ็บ คุณอาจคิดว่าที่เปโตรใช้ความรุนแรงแบบนี้ก็ถูกแล้ว เพราะคนพวกนั้นจะมาจับลูกของพระเจ้าทั้ง ๆ ที่ท่านไม่มีความผิด แต่ในคืนนั้นพระเยซูทำให้รู้ว่าคนที่ติดตามท่านควรทำยังไง ท่านบอกว่า “เก็บดาบใส่ฝักซะ เพราะทุกคนที่ใช้ดาบจะตายด้วยดาบ” (มัทธิว 26:51-54) คนที่ติดตามพระเยซูในตอนนั้นต้องกล้าหาญมากเพื่อจะรักษาสันติสุข พวกเราในทุกวันนี้ก็ทำแบบนั้นด้วย คนของพระเจ้ารักษาความเป็นกลาง พวกเขาเลยมีชื่อเสียงดี เพราะไม่เคยมีส่วนร่วมในสงคราม การสังหารหมู่ การประท้วง และความรุนแรงต่าง ๆ พวกเขามีประวัติที่ดีเยี่ยมแบบนี้ได้เพราะพวกเขากล้าหาญ
พระเยซูกล้าหาญเมื่อเจอการต่อต้าน
21, 22. (ก) พระเยซูได้รับความช่วยเหลืออะไรก่อนจะเจอการทดสอบที่ยากที่สุด? (ข) พระเยซูแสดงความกล้าหาญจนถึงที่สุดยังไง?
21 พระเยซูรู้ล่วงหน้าว่าตอนที่อยู่บนโลกท่านจะเจอการต่อต้านอย่างหนัก (อิสยาห์ 50:4-7) มีหลายครั้งที่ชีวิตพระเยซูตกอยู่ในอันตราย และในที่สุดท่านก็เจอเหตุการณ์ที่พูดถึงในตอนต้นของบทนี้ ตอนที่เจอเรื่องเหล่านั้น พระเยซูกล้าหาญได้ยังไง? ท่านทำอะไรก่อนที่ฝูงชนจะมาจับท่าน? ท่านอธิษฐานอ้อนวอนถึงพระยะโฮวา แล้วพระยะโฮวาทำอะไร? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “พระเจ้ารับฟังท่าน” (ฮีบรู 5:7) พระยะโฮวาส่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาให้กำลังใจลูกที่กล้าหาญของพระองค์—ลูกา 22:42, 43
22 หลังจากพระเยซูได้กำลังใจแล้ว ท่านก็บอกอัครสาวกว่า “ลุกขึ้นไปกันเถอะ” (มัทธิว 26:46) คิดดูสิ ท่านกล้าหาญขนาดไหนที่บอกว่า “ไปกันเถอะ” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ท่านรู้ว่าท่านจะต้องขอฝูงชนให้ปล่อยเพื่อนของท่านไป รู้ว่าเพื่อน ๆ จะทิ้งท่านและหนีไป และรู้ว่าจะต้องเผชิญการทดสอบที่หนักที่สุดเพียงลำพัง ท่านต้องถูกพิจารณาคดีแบบผิดกฎหมายและไม่ยุติธรรม ถูกเยาะเย้ย ถูกทรมาน และตายอย่างเจ็บปวด ถึงจะต้องเรื่องเจอทั้งหมดนี้ แต่ท่านก็ยังกล้าหาญ
23. เมื่อเจอเหตุการณ์ที่อันตรายและเสี่ยงชีวิต ทำไมถึงบอกได้ว่าพระเยซูไม่ได้เป็นคนกล้าบ้าบิ่น?
23 พระเยซูเป็นคนกล้าบ้าบิ่นไหม? ไม่ คนแบบนั้นไม่ใช่คนที่กล้าหาญ ที่จริง ท่านเคยสอนสาวกให้เป็นคนรอบคอบและรู้จักระมัดระวังเพื่อจะทำงานรับใช้พระเจ้าต่อไป (มัทธิว 4:12; 10:16) แต่ครั้งนี้ พระเยซูรู้ว่าท่านจะหนีไปไหนไม่ได้ ท่านต้องทำสิ่งที่พระเจ้าอยากให้ทำ และพระเยซูก็ตั้งใจที่จะรักษาความซื่อสัตย์ ดังนั้น สิ่งเดียวที่ท่านทำก็คือเผชิญหน้ากับการทดสอบ
พยานพระยะโฮวาแสดงความกล้าหาญตอนที่เจอการข่มเหง
24. ทำไมเรามั่นใจว่าเราจะกล้าหาญได้ตอนที่เจอการทดสอบ?
24 หลายคนที่ติดตามพระเยซูก็กล้าหาญเหมือนนายของพวกเขา พวกเขาซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาถึงแม้ต้องเจอการเยาะเย้ย การข่มเหง ถูกจับเข้าคุก ถูกทรมาน และถูกฆ่า แล้วมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบได้ความกล้าหาญแบบนั้นมาจากไหน? คุณลักษณะนี้ไม่ได้มาจากตัวพวกเขาเอง คนที่ติดตามพระเยซูได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าเหมือนกับที่ท่านเคยได้รับ (ฟีลิปปี 4:13) ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าอนาคตจะเป็นยังไง ขอให้ตั้งใจรักษาความซื่อสัตย์ แล้วพระยะโฮวาจะช่วยให้คุณกล้าหาญ ถ้าเราคิดถึงตัวอย่างของพระเยซูผู้นำของเราอยู่เสมอ เราก็จะได้กำลังใจ ท่านบอกว่า “ขอให้กล้าหาญไว้ ผมชนะโลกแล้ว”—ยอห์น 16:33
a นักประวัติศาสตร์บางคนเขียนว่าชาวยิวให้ความนับถืออุโมงค์ฝังศพของรับบีพอ ๆ กับอุโมงค์ฝังศพของผู้พยากรณ์และบรรพบุรุษของชาวยิว