บท 9
“ไปสอนคน . . . ให้เป็นสาวก”
ชาวนาจะทำยังไงถ้ามีข้าวเยอะมากจนเขาเก็บเกี่ยวคนเดียวไม่ไหว?
1-3. (ก) ชาวนาทำยังไงเมื่อมีข้าวเยอะมากจนเขาเก็บเกี่ยวคนเดียวไม่ไหว? (ข) ก่อนที่พระเยซูจะกลับไปสวรรค์ท่านเจอปัญหาอะไร และท่านจัดการกับปัญหานี้ยังไง?
ชาวนาคนหนึ่งทำงานหนักมาหลายเดือน เขาไถนาและหว่านเมล็ดข้าว เขาคอยเฝ้าดูด้วยความใส่ใจขณะที่ใบข้าวเริ่มงอกออกมา แล้วเขาก็ดีใจที่เห็นต้นข้าวโตเต็มที่ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะได้รับผลตอบแทนจากงานหนักที่เขาทำเพราะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ปัญหาของเขาก็คือมีข้าวเยอะมากจนเก็บเกี่ยวคนเดียวไม่ไหว เพื่อจะแก้ปัญหานี้ เขาเลยตัดสินใจอย่างฉลาดที่จะจ้างคนงานบางคนและส่งพวกเขาออกไปทำงานในทุ่งนา เขารู้ว่ามีเวลาไม่มากที่จะเก็บเกี่ยวข้าวที่มีค่านี้
2 หลังจากที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากตายในปี ค.ศ. 33 ท่านก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้าย ๆ กับชาวนาคนนั้น ในช่วงที่ท่านทำงานรับใช้บนโลก ท่านได้หว่านเมล็ดแห่งความจริง ตอนนี้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วและงานนี้เป็นงานที่ใหญ่มากเพราะมีหลายคนฟังข่าวสารของพระเยซู พวกเขาเป็นเหมือนต้นข้าวที่มีอยู่เต็มทุ่งนาและต้องถูกรวบรวมเข้ามาเป็นสาวก (ยอห์น 4:35-38) พระเยซูแก้ปัญหานี้ยังไง? ไม่นานก่อนที่พระเยซูจะกลับไปสวรรค์ ตอนนั้นท่านอยู่บนภูเขาในกาลิลี ท่านสั่งให้พวกสาวกหาคนมาทำงานมากขึ้น โดยบอกว่า “ดังนั้น ให้พวกคุณไปสอนคนทุกชาติให้เป็นสาวก ให้พวกเขารับบัพติศมา . . . และสอนพวกเขาให้ทำตามทุกสิ่งที่ผมสั่งคุณไว้”—มัทธิว 28:19, 20
3 เฉพาะคนที่ทำตามคำสั่งนี้ของพระเยซูเท่านั้นที่เป็นสาวกที่แท้จริงของท่าน ตอนนี้ให้เรามาดู 3 คำถามด้วยกัน ทำไมพระเยซูถึงสั่งสาวกให้ไปหาคนมาทำงานมากขึ้น? ท่านฝึกสาวกยังไงเพื่อจะหาคนมาทำงาน? และคำสั่งของพระเยซูเกี่ยวข้องยังไงกับพวกเราในทุกวันนี้?
เหตุผลที่ต้องมีคนงานมากขึ้น
4, 5. ทำไมถึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเยซูจะทำงานที่ท่านเริ่มไว้ให้สำเร็จด้วยตัวเอง และใครมีหน้าที่ที่จะทำงานนี้ต่อไปหลังจากที่ท่านกลับไปสวรรค์แล้ว?
4 เมื่อพระเยซูเริ่มทำงานรับใช้ในปี ค.ศ. 29 ท่านรู้อยู่แล้วว่าท่านทำงานนี้ให้เสร็จด้วยตัวเองไม่ได้ เวลาที่ท่านจะอยู่บนโลกเหลือไม่มาก ดังนั้น ท่านไม่สามารถไปประกาศทุกที่และไม่สามารถประกาศให้ทุกคนฟังได้ ก็จริงที่พระเยซูประกาศกับคนยิวและคนต่างชาติที่เปลี่ยนมานับถือศาสนายิวเป็นหลัก พวกเขาเป็นเหมือน “แกะที่หลงหาย” (มัทธิว 15:24) แต่ “แกะที่หลงหาย” เหล่านั้นก็มีอยู่ทั่วอิสราเอลซึ่งครอบคลุมพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตร และในที่สุดผู้คนทั่วโลกก็จะต้องได้ยินข่าวดี—มัทธิว 13:38; 24:14
5 พระเยซูรู้ว่ายังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำหลังจากที่ท่านกลับไปสวรรค์ พระเยซูพูดกับอัครสาวกที่ซื่อสัตย์ 11 คนว่า “ผมจะบอกให้รู้ว่า คนที่แสดงความเชื่อในตัวผมจะทำงานที่ผมทำด้วย และเขาจะทำงานใหญ่กว่าที่ผมทำอีก เพราะผมกำลังจะไปหาพระเจ้าผู้เป็นพ่อ” (ยอห์น 14:12) ไม่ใช่แค่อัครสาวกเท่านั้นที่ต้องทำงานประกาศและงานสอนต่อไปแต่คนที่จะมาเป็นสาวกในวันข้างหน้าก็ต้องทำงานนี้ด้วย (ยอห์น 17:20) พระเยซูยอมรับอย่างถ่อมตัวว่าพวกเขาจะทำงานใหญ่กว่าที่ท่านทำ ทำไมท่านถึงบอกแบบนั้น? มีเหตุผล 3 อย่าง
6, 7. (ก) ทำไมถึงบอกว่าสาวกของพระเยซูจะทำงานใหญ่กว่าที่ท่านทำ? (ข) เราจะแสดงให้เห็นยังไงว่าพระเยซูคิดถูกแล้วที่ไว้ใจให้สาวกทำงานนี้?
6 อย่างแรก สาวกของพระเยซูจะประกาศไปไกลกว่าที่พระเยซูประกาศ ทุกวันนี้มีการประกาศไปทั่วโลกซึ่งไปไกลกว่าพื้นที่ที่พระเยซูประกาศมาก อย่างที่ 2 พวกเขาประกาศกับผู้คนจำนวนมากกว่า สาวกกลุ่มเล็ก ๆ ที่พระเยซูฝึกได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหลายพันคน (กิจการ 2:41; 4:4) ตอนนี้มีสาวกหลายล้านคน และในแต่ละปีก็มีหลายแสนคนรับบัพติศมาเข้ามาเป็นสาวกใหม่ อย่างที่ 3 พวกเขาจะประกาศเป็นเวลานานกว่า พระเยซูประกาศ 3 ปีครึ่ง แต่สาวกของท่านประกาศต่อจนถึงทุกวันนี้ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 2,000 ปีแล้ว
7 พระเยซูแสดงความมั่นใจในตัวสาวกโดยบอกว่าพวกเขาจะ ‘ทำงานใหญ่กว่าที่ท่านทำ’ ท่านมอบหมายงานที่สำคัญมากให้พวกเขาทำ นั่นคืองานประกาศและสอน “ข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า” (ลูกา 4:43) ท่านมั่นใจว่าพวกเขาจะทำงานมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องยังไงกับเราในทุกวันนี้? ถ้าเราประกาศอย่างเต็มที่ด้วยความกระตือรือร้น เราก็กำลังแสดงให้เห็นว่าพระเยซูคิดถูกแล้วที่ไว้ใจให้สาวกทำงานนี้ นี่เป็นสิทธิพิเศษที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ—ลูกา 13:24
พระเยซูฝึกอบรมสาวกให้ประกาศ
ความรักกระตุ้นเราให้ประกาศทุกที่ที่เจอผู้คนได้
8, 9. พระเยซูวางตัวอย่างที่ดีไว้ยังไงในเรื่องงานรับใช้ และเราจะเลียนแบบท่านได้ยังไง?
8 พระเยซูฝึกอบรมสาวกของท่านในเรื่องงานรับใช้อย่างดีที่สุด ที่สำคัญท่านวางตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบให้พวกเขา (ลูกา 6:40) ในบทก่อนหน้านี้ เราได้ดูไปแล้วว่าพระเยซูมีมุมมองยังไงต่องานรับใช้ ลองคิดถึงตอนที่พวกสาวกเดินทางไปกับพระเยซูตอนที่ท่านไปประกาศในที่ต่าง ๆ พวกเขาสังเกตว่าท่านประกาศทุกที่ที่มีคน ไม่ว่าจะเป็นริมทะเลสาบ บนภูเขา ในเมือง ตลาด หรือไปตามบ้าน (มัทธิว 5:1, 2; ลูกา 5:1-3; 8:1; 19:5, 6) พวกเขาเห็นว่าพระเยซูขยัน ท่านตื่นแต่เช้าและรับใช้จนดึก สำหรับท่านงานรับใช้ไม่ใช่แค่งานอดิเรก (ลูกา 21:37, 38; ยอห์น 5:17) พวกสาวกเห็นชัดว่าที่พระเยซูประกาศก็เพราะท่านรักผู้คนจริง ๆ พวกเขาคงเห็นสีหน้าของพระเยซูที่แสดงออกว่าท่านรู้สึกสงสารผู้คน (มาระโก 6:34) คุณคิดว่าตัวอย่างของพระเยซูมีผลยังไงต่อพวกสาวก และตัวอย่างของท่านส่งผลต่อคุณยังไง?
9 พวกเราที่เป็นสาวกของพระเยซู เราเลียนแบบตัวอย่างของท่านในงานรับใช้ ดังนั้น เราพยายามสุดความสามารถที่จะประกาศให้ทุกคนฟัง (กิจการ 10:42) เราไปหาผู้คนตามบ้านเหมือนที่พระเยซูทำ (กิจการ 5:42) เราเต็มใจเปลี่ยนเวลาไปประกาศเพื่อจะเจอผู้คนตอนที่พวกเขาอยู่บ้าน เราไปหาผู้คนและประกาศกับพวกเขาในที่สาธารณะซึ่งเราจะทำด้วยความสุขุมรอบคอบ เช่น ตามถนน ในสวนสาธารณะ ในร้านค้าต่าง ๆ และในที่ทำงาน เรา “ทุ่มเททำงานหนัก” เพราะรู้ว่างานรับใช้เป็นงานสำคัญ (1 ทิโมธี 4:10) และเพราะรักผู้คนจากใจ เราเลยหาโอกาสประกาศกับพวกเขาไม่ว่าจะที่ไหนและเมื่อไหร่—1 เธสะโลนิกา 2:8
“สาวก 70 คนนั้นกลับมาด้วยความดีใจ”
10-12. พระเยซูสอนสาวกเรื่องอะไรบ้างก่อนที่จะส่งพวกเขาออกไปประกาศ?
10 อีกวิธีหนึ่งที่พระเยซูฝึกอบรมสาวกของท่านคือ ให้คำแนะนำพวกเขาอย่างละเอียดเกี่ยวกับวิธีทำงานรับใช้ พระเยซูฝึกอบรมอัครสาวก 12 คนก่อนที่จะส่งพวกเขาออกไปประกาศ และต่อมาก่อนที่จะส่งสาวก 70 คนออกไปประกาศท่านก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน (มัทธิว 10:1-15; ลูกา 10:1-12) การฝึกอบรมทำให้เกิดผลดี เพราะลูกา 10:17 รายงานว่า “สาวก 70 คนนั้นกลับมาด้วยความดีใจ” ถึงแม้สถานการณ์ของพวกสาวกในสมัยนั้นจะแตกต่างจากสมัยของเรา แต่เราก็ได้รับประโยชน์จากบทเรียนต่าง ๆ ที่สำคัญ ตอนนี้ให้เราดูบทเรียนสำคัญ 2 อย่างที่พระเยซูสอน
11 พระเยซูสอนสาวกของท่านให้ไว้วางใจพระยะโฮวา ท่านบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องเอาทองคำ เงิน หรือทองแดงติดตัวไป และไม่ต้องมีเสื้ออีกตัวหนึ่ง รองเท้าอีกคู่หนึ่ง ไม้เท้าอีกอันหนึ่ง หรือย่ามใส่อาหาร เพราะคนที่ทำงานควรได้รับอาหาร” (มัทธิว 10:9, 10) เป็นเรื่องธรรมดาที่นักเดินทางจะเอาถุงเงิน ย่ามใส่อาหาร และรองเท้าสำรองอีกคู่หนึ่งติดตัวไปด้วยa แต่ที่พระเยซูสั่งสาวกว่าไม่ต้องเอาของเหล่านี้ไป ก็เหมือนท่านกำลังสอนพวกเขาว่า “ขอให้ไว้วางใจพระยะโฮวาอย่างเต็มที่เพราะพระองค์จะดูแลให้พวกคุณมีสิ่งจำเป็น” พระยะโฮวาจะดูแลพวกเขา โดยกระตุ้นให้คนที่ตอบรับข่าวดีแสดงน้ำใจต้อนรับพวกเขา ซึ่งเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งในอิสราเอล—ลูกา 22:35
12 พระเยซูยังสอนพวกสาวกด้วยว่าอย่าเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น ท่านบอกว่า “อย่าหยุดทักทายใครนาน ๆ ระหว่างทาง” (ลูกา 10:4) นี่หมายความว่าพระเยซูกำลังสอนสาวกว่าไม่ต้องทักทายหรือไม่ต้องสนใจคนอื่นเลยไหม? ไม่ใช่อย่างนั้น ในสมัยพระเยซู เมื่อผู้คนทักทายกัน พวกเขาไม่ใช่แค่พูดสวัสดีแล้วก็เดินต่อไป แต่การทักทายของพวกเขาจะใช้เวลานานมาก นักวิชาการด้านคัมภีร์ไบเบิลคนหนึ่งบอกว่า “เมื่อผู้คนทักทายกัน พวกเขาไม่เพียงแค่ก้มหัวหรือจับมือกันเท่านั้นแต่จะกอดกันหลายครั้ง และอาจถึงกับหมอบลงกับพื้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลามาก” ที่พระเยซูบอกพวกสาวกว่าไม่ต้องทำตามธรรมเนียมเรื่องการทักทายก็เหมือนพระเยซูกำลังบอกว่า “พวกคุณต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะงานประกาศเป็นเรื่องเร่งด่วน”b
13. ในทุกวันนี้ เราจะทำตามคำสั่งที่พระเยซูให้กับพวกสาวกในศตวรรษแรกได้ยังไงบ้าง?
13 เรารู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำตามคำสั่งที่พระเยซูให้กับพวกสาวกในศตวรรษแรก ตอนที่ทำงานรับใช้ เราไว้วางใจพระยะโฮวาอย่างเต็มที่ (สุภาษิต 3:5, 6) เรารู้ว่าเราจะไม่ขาดสิ่งจำเป็นอะไรเลยถ้าเราให้รัฐบาลของพระเจ้า “เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต” (มัทธิว 6:33) เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับผู้รับใช้เต็มเวลาที่อยู่ทั่วโลก พวกเขาเห็นเลยว่าแม้แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พระยะโฮวาก็ดูแลให้พวกเขามีสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ (สดุดี 37:25) และพวกเราเองก็ต้องไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นด้วย ถ้าเราไม่ระวัง โลกของซาตานก็อาจทำให้เราไขว้เขวได้ง่าย ๆ (ลูกา 21:34-36) เพราะชีวิตผู้คนตกอยู่ในอันตราย ข่าวสารของเราเลยเป็นเรื่องเร่งด่วน (โรม 10:13-15) เมื่อเราคิดอยู่เสมอว่างานประกาศสำคัญมากแค่ไหน เราก็จะใช้เวลาและกำลังของเราเพื่องานรับใช้ และไม่ยอมให้อะไรมาทำให้เราเขวหรือทำให้เสียเวลา ขอจำไว้ว่างานเกี่ยวเป็นงานใหญ่และเราเหลือเวลาทำงานนี้อีกไม่มาก—มัทธิว 9:37, 38
คำสั่งของพระเยซูเกี่ยวข้องกับเรา
14. ทำไมเราถึงรู้ว่าคำสั่งที่บันทึกไว้ในมัทธิว 28:18-20 เกี่ยวข้องกับเราทุกคนที่เป็นสาวกของพระเยซูในทุกวันนี้? (ดูเชิงอรรถด้วย)
14 เมื่อพระเยซูฟื้นขึ้นจากตายท่านสั่งสาวกว่า ‘ให้พวกคุณไปสอนคนให้เป็นสาวก’ งานนี้ไม่ง่ายเลย ตอนที่พระเยซูมอบหมายงานนี้ ท่านไม่ได้คิดถึงแค่พวกสาวกที่อยู่บนภูเขาในกาลิลีกับท่านในตอนนั้นc เพราะงานนี้เกี่ยวข้องกับการสอน “คนทุกชาติ” และจะมีการทำงานนี้ไปจนถึง “สมัยสุดท้ายของโลกนี้” ดังนั้น งานมอบหมายนี้เกี่ยวข้องกับเราทุกคนที่เป็นสาวกของพระเยซูในทุกวันนี้ด้วย ให้เรามาดูรายละเอียดจากคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 28:18-20
15. ทำไมเราควรเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไปสอนคนให้เป็นสาวก?
15 ก่อนพระเยซูจะมอบหมายงานที่สำคัญนี้ ท่านพูดว่า “พระเจ้ามอบอำนาจให้ผมปกครองทุกสิ่งในสวรรค์และบนโลกนี้แล้ว” (ข้อ 18) พระเยซูมีอำนาจมากขนาดนั้นจริงเหรอ? จริง ท่านเป็นอัครทูตสวรรค์ที่มีอำนาจสั่งทูตสวรรค์จำนวนมหาศาลได้ (1 เธสะโลนิกา 4:16; วิวรณ์ 12:7) ท่านเป็น “ผู้นำของประชาคม” ท่านเลยมีอำนาจเหนือสาวกทุกคนบนโลก (เอเฟซัส 5:23) ตั้งแต่ปี 1914 พระเยซูเป็นกษัตริย์เมสสิยาห์ที่ปกครองในสวรรค์ (วิวรณ์ 11:15) ท่านมีอำนาจถึงกับปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ (ยอห์น 5:26-28) ดังนั้น การที่พระเยซูพูดถึงอำนาจที่ท่านได้รับก่อนที่จะมอบหมายงาน แสดงว่าคำพูดที่ท่านกำลังจะพูดต่อไปนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ท่านอยากให้พวกสาวกทำ แต่เป็นคำสั่ง เราก็ควรเชื่อฟังคำสั่งนี้ด้วย เพราะอำนาจที่ท่านได้รับมาจากพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง—1 โครินธ์ 15:27
16. พระเยซูหมายความว่ายังไงตอนที่ท่านบอกว่า “ให้พวกคุณไป” และมีวิธีไหนบ้างที่เราจะทำงานนี้ได้?
16 ตอนที่พระเยซูสั่งสาวกให้ทำงานมอบหมาย ท่านเริ่มต้นโดยบอกว่า “ให้พวกคุณไป” (ข้อ 19) คำพูดของพระเยซูแสดงให้เห็นว่าเราแต่ละคนมีหน้าที่ไปประกาศข่าวเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า มีหลายวิธีที่เราจะทำงานนี้ได้ การประกาศตามบ้านเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดเพื่อจะเจอผู้คนและพูดคุยกับพวกเขา (กิจการ 20:20) เรายังหาโอกาสที่จะประกาศอย่างไม่เป็นทางการ และพยายามเริ่มคุยเรื่องข่าวดีกับผู้คนที่เราเจอในแต่ละวันด้วย เราอาจประกาศกับผู้คนในวิธีที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าวิธีไหนดีที่สุดกับสภาพการณ์ในตอนนั้น ไม่ว่าเราจะใช้วิธีไหน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือเราจะ “ไป” และหาคนที่สนใจฟัง—มัทธิว 10:11
17. เราจะ ‘สอนคนให้เป็นสาวก’ ได้ยังไง?
17 จากนั้น พระเยซูก็บอกว่าจุดประสงค์ของงานมอบหมายที่ท่านสั่งให้ทำคือ ‘สอนคนให้เป็นสาวก’ (ข้อ 19) แล้วเราจะ ‘สอนคนให้เป็นสาวก’ ได้ยังไง? ปกติแล้วสาวกคือคนที่เรียนรู้หรือคนที่ได้รับการสอน แต่การสอนคนให้เป็นสาวกไม่ใช่แค่ให้ความรู้เรื่องพระเจ้าหรือคัมภีร์ไบเบิลกับคนอื่นเท่านั้น เมื่อเรานำการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลกับผู้สนใจ เป้าหมายของเราคือช่วยเขาให้มาเป็นสาวกของพระคริสต์ และทุกครั้งที่เห็นว่าเหมาะ ให้เราเน้นตัวอย่างของพระเยซู การทำอย่างนี้จะช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้ที่จะมองพระเยซูว่าเป็นครูและเป็นแบบอย่างของพวกเขา พวกเขาจะถูกกระตุ้นให้ใช้ชีวิตแบบพระเยซูและทำงานอย่างที่ท่านทำ—ยอห์น 13:15
18. ทำไมการรับบัพติศมาถึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของสาวก?
18 ส่วนสำคัญของงานมอบหมายนี้อยู่ในคำพูดของพระเยซูที่บอกว่า “ให้พวกเขารับบัพติศมาในนามพระเจ้าผู้เป็นพ่อ ในนามลูกของพระองค์ และในนามพลังบริสุทธิ์” (ข้อ 19) การรับบัพติศมาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของสาวก เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตัวให้พระเจ้า และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อจะได้รับความรอด (1 เปโตร 3:21) ถ้าสาวกที่รับบัพติศมาแล้วพยายามรับใช้พระยะโฮวาอย่างสุดความสามารถต่อไป เขาก็จะได้รับพรตลอดไปในโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึง คุณเคยช่วยบางคนให้รับบัพติศมาเป็นสาวกของพระเยซูไหม? ไม่มีอะไรจะทำให้มีความสุขมากไปกว่านี้ในงานรับใช้—3 ยอห์น 4
19. เราสอนคนใหม่ ๆ เรื่องอะไรบ้าง และทำไมเราไม่ควรหยุดสอนพวกเขาถึงแม้ว่าพวกเขาจะรับบัพติศมาแล้ว?
19 พระเยซูอธิบายส่วนต่อไปของคำสั่งโดยบอกว่า “สอนพวกเขาให้ทำตามทุกสิ่งที่ผมสั่งคุณไว้” (ข้อ 20) เราสอนคนใหม่ ๆ ให้เชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูซึ่งรวมถึงคำสั่งที่ให้รักพระเจ้า รักคนอื่น และสอนคนให้เป็นสาวกด้วย (มัทธิว 22:37-39) เราสอนพวกเขาเป็นขั้น ๆ ให้รู้วิธีอธิบายความจริงในคัมภีร์ไบเบิลและวิธีปกป้องความเชื่อของตัวเอง เมื่อคนใหม่ ๆ หรือนักศึกษาของเรามีคุณสมบัติเป็นผู้ประกาศ เราจะไปทำงานรับใช้กับพวกเขาเพื่ออธิบายและทำให้พวกเขาดูเป็นตัวอย่างว่าจะทำงานรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้ยังไง ถึงพวกเขาจะรับบัพติศมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องสอนพวกเขาแล้ว เพราะพวกเขาอาจยังจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อจะติดตามพระเยซูต่อไป—ลูกา 9:23, 24
“ผมจะอยู่กับพวกคุณเสมอ”
20, 21. (ก) ทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องกลัวเมื่อทำงานมอบหมายที่พระเยซูสั่งไว้? (ข) ทำไมตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะชักช้า และเราควรตั้งใจที่จะทำอะไร?
20 หลังจากบอกเรื่องงานมอบหมายแล้ว พระเยซูพูดบางอย่างที่ให้กำลังใจมาก ท่านบอกว่า “จำไว้ว่า ผมจะอยู่กับพวกคุณเสมอจนถึงสมัยสุดท้ายของโลกนี้” (มัทธิว 28:20) พระเยซูรู้ว่างานมอบหมายนี้เป็นเรื่องสำคัญ และท่านรู้ว่าระหว่างที่ทำงานนี้พวกสาวกจะเจอการต่อต้านด้วย (ลูกา 21:12) แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะพระเยซูจะช่วยเรา และท่านจะไม่ปล่อยให้เราทำงานนี้ด้วยตัวเอง เรารู้สึกสบายใจใช่ไหมที่รู้ว่าตอนนี้พระเยซูได้รับ “อำนาจให้ปกครองทุกสิ่งในสวรรค์และบนโลกนี้แล้ว” และท่านจะคอยช่วยเหลือเราให้ทำงานมอบหมายนี้ได้สำเร็จ
21 พระเยซูรับรองกับสาวกของท่านว่า ท่านจะอยู่กับพวกเขาตอนทำงานรับใช้ไปตลอดหลายศตวรรษจนถึง “สมัยสุดท้ายของโลกนี้” เราต้องทำงานที่พระเยซูมอบหมายต่อ ๆ ไปจนกว่าจุดจบจะมาถึง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะชักช้า งานเกี่ยวกำลังดำเนินต่อไป และหลายคนที่เต็มใจตอบรับความจริงก็กำลังถูกรวบรวมเข้ามา ขอให้เราที่เป็นสาวกของพระเยซูตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำงานมอบหมายที่สำคัญให้สำเร็จ ให้เราตั้งใจใช้เวลา กำลัง และสิ่งที่เรามีเพื่อทำตามคำสั่งของพระเยซูที่ให้ไป “สอนคน . . . ให้เป็นสาวก”
a ถุงเงิน คือ ถุงใส่เงินเหรียญที่ติดอยู่กับเข็มขัดคาดเอว ย่ามใส่อาหารเป็นกระเป๋าสะพายไหล่ที่มักทำจากหนัง ย่ามนี้ใช้ใส่อาหารและของอื่น ๆ ที่จำเป็น
b ผู้พยากรณ์เอลีชาก็เคยให้คำแนะนำคล้าย ๆ กัน เมื่อส่งคนรับใช้ที่ชื่อเกหะซีไปที่บ้านของผู้หญิงคนหนึ่งที่ลูกชายของเธอตาย เอลีชาบอกว่า “ถ้าเจอใครก็ไม่ต้องหยุดทักทาย” (2 พงศ์กษัตริย์ 4:29) งานมอบหมายนั้นเร่งด่วน ดังนั้น เขาต้องไม่เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น
c เนื่องจากสาวกส่วนใหญ่ของพระเยซูอยู่ในกาลิลี เลยอาจเป็นไปได้ว่าตอนที่พระเยซูให้คำสั่งตามที่บันทึกไว้ที่มัทธิว 28:16-20 เป็นตอนที่ท่านฟื้นขึ้นจากตายแล้ว และได้ปรากฏตัวต่อ “พี่น้องมากกว่า 500 คน” (1 โครินธ์ 15:6) นี่แสดงว่ามีหลายร้อยคนอยู่ด้วยตอนที่พระเยซูมอบหมายงานสอนคนให้เป็นสาวก