บท 10
“พระคัมภีร์บอกไว้ว่า”
“วันนี้ . . . พระคัมภีร์ข้อนี้ก็เป็นจริงแล้ว”
1-3. พระเยซูอยากให้ชาวนาซาเร็ธเข้าใจเรื่องอะไร และท่านให้หลักฐานอะไรกับพวกเขา?
ตอนนั้นเป็นช่วงแรก ๆ ที่พระเยซูเริ่มทำงานรับใช้ ท่านกลับไปที่นาซาเร็ธบ้านเกิดของท่าน ท่านตั้งใจไปที่นั่นเพื่อช่วยผู้คนให้เข้าใจความจริงสำคัญที่ว่าท่านเป็นเมสสิยาห์ที่พระคัมภีร์บอกไว้ล่วงหน้า แล้วท่านให้หลักฐานอะไรกับพวกเขา?
2 หลายคนคงอยากเห็นการอัศจรรย์แน่ ๆ พวกเขาได้ยินมาว่าพระเยซูเคยทำการอัศจรรย์ที่น่าทึ่งหลายอย่าง แต่ครั้งนี้พระเยซูไม่ได้ทำการอัศจรรย์อะไรเลย ท่านเข้าไปที่ประชุมของชาวยิวเหมือนที่เคยทำ พอพระเยซูยืนขึ้นเพื่อจะอ่านม้วนหนังสือ ก็มีคนส่งม้วนหนังสืออิสยาห์ให้ และท่านค่อย ๆ คลี่ม้วนหนังสือที่ยาวนั้นอย่างระมัดระวังเพื่อหาข้อความที่ตั้งใจจะอ่าน พอหาเจอแล้วท่านก็อ่านเสียงดัง ข้อความนั้นอยู่ที่อิสยาห์ 61:1-3—ลูกา 4:16-19
3 ผู้ฟังคุ้นเคยกับข้อความนั้นอยู่แล้วซึ่งเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเมสสิยาห์ ทุกคนในที่ประชุมนั้นมองพระเยซูเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรเลย แล้วท่านก็เริ่มอธิบายโดยบอกว่า “วันนี้ เรื่องที่ผมอ่านจากพระคัมภีร์ข้อนี้ก็เป็นจริงแล้ว” ทุกคนทึ่งกับการสอนที่น่าฟังของพระเยซู ถึงอย่างนั้นดูเหมือนว่าหลายคนยังอยากเห็นการอัศจรรย์อยู่ แต่พระเยซูไม่ได้ทำตามที่พวกเขาต้องการ ตรงกันข้ามท่านใช้ตัวอย่างจากพระคัมภีร์เพื่อทำให้เห็นว่าพวกเขาขาดความเชื่อ พระเยซูกล้ามากจริง ๆ ชาวนาซาเร็ธเลยโกรธและพยายามจะฆ่าท่าน—ลูกา 4:20-30
4. พระเยซูวางตัวอย่างอะไรในงานรับใช้ และเราจะดูเรื่องอะไรบ้างในบทนี้?
4 สิ่งที่พระเยซูทำในวันนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเรา ตลอดเวลาที่พระเยซูทำงานรับใช้บนโลก ท่านใช้คำของพระเจ้าที่มีขึ้นโดยการดลใจเสมอ แม้การอัศจรรย์จะเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าท่านได้รับพลังจากพระเจ้า แต่ท่านก็ถือว่าการใช้พระคัมภีร์สำคัญที่สุด ให้เรามาดูว่าท่านวางตัวอย่างให้เรายังไงในเรื่องนี้ เราจะมาดูวิธีที่ท่านยกข้อความจากพระคัมภีร์ จากนั้นเราจะดูว่าท่านพูดปกป้องและอธิบายพระคัมภีร์ยังไง
ยกคำพูดจากพระคัมภีร์
5. พระเยซูอยากให้ผู้ฟังของท่านรู้อะไร และท่านทำยังไงเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ท่านสอนมาจากพระเจ้า?
5 พระเยซูอยากให้ผู้คนรู้ว่าสิ่งที่ท่านสอนมาจากไหน ท่านบอกว่า “ผมไม่ได้สอนคำสอนของผมเอง แต่เป็นของพระองค์ที่ใช้ผมมา” (ยอห์น 7:16) ในอีกครั้งหนึ่งท่านบอกว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ผมพูดตามที่พ่อสอนผมมา” (ยอห์น 8:28) ท่านยังบอกอีกว่า “สิ่งที่ผมบอกพวกคุณ ผมไม่ได้คิดขึ้นมาเอง แต่พ่อใช้ผมทำงานของพระองค์อยู่ และพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับผมเสมอ” (ยอห์น 14:10) วิธีหนึ่งที่พระเยซูพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านสอนมาจากพระเจ้าคือการยกข้อความจากพระคัมภีร์ขึ้นมาพูดบ่อย ๆ
6, 7. (ก) พระเยซูยกข้อความที่มาจากพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูขึ้นมาบ่อยแค่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงน่าประทับใจ? (ข) วิธีสอนของพระเยซูต่างจากพวกครูสอนศาสนายังไง?
6 ถ้าเราศึกษาเกี่ยวกับคำสอนของพระเยซูอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่าท่านอ้างถึงหรือยกข้อความโดยตรงจากหนังสือต่าง ๆ ของพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูมากกว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด ตอนแรกคุณอาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร และสงสัยว่า ในช่วงสามปีครึ่งที่พระเยซูประกาศและสอน ทำไมท่านไม่ยกทุกข้อจากพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูขึ้นมาพูดล่ะ? ที่จริง ท่านอาจจะทำอย่างนั้นก็ได้ อย่าลืมว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกทุกอย่างที่ท่านพูด แต่บันทึกแค่บางส่วน (ยอห์น 21:25) ที่จริงถ้าคุณอ่านออกเสียงคำพูดทั้งหมดของพระเยซูที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล คุณก็สามารถอ่านจบได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง คิดดูสิว่าจะเป็นยังไงถ้าคุณต้องพูดเรื่องพระเจ้า เรื่องรัฐบาลของพระองค์ และต้องอ้างถึงข้อคัมภีร์จากหนังสือต่าง ๆ ของพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูมากกว่าครึ่งหนึ่งภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง! ไม่ใช่แค่นั้น ตอนที่พระเยซูสอน ส่วนใหญ่แล้วท่านไม่ได้มีม้วนหนังสือ และตอนที่บรรยายบนภูเขา ท่านก็ยกหรืออ้างถึงข้อคัมภีร์หลายข้อจากพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรู ท่านจำข้อคัมภีร์เหล่านั้นได้ทั้งหมด!
7 การที่พระเยซูยกข้อความจากพระคัมภีร์ขึ้นมาพูดแสดงว่าท่านนับถือคำสอนของพระเจ้ามาก คนที่ได้ฟัง “รู้สึกทึ่งกับวิธีสอนของพระเยซู เพราะท่านไม่ได้สอนเหมือนพวกครูสอนศาสนา แต่สอนแบบคนที่ได้รับอำนาจจากพระเจ้า” (มาระโก 1:22) เมื่อพวกครูสอนศาสนาสอนผู้คน พวกเขาชอบอ้างถึงสิ่งที่เรียกกันว่ากฎหมายสืบปาก หรือไม่ก็อ้างถึงคำสอนของพวกรับบีในอดีต แต่พระเยซูไม่เคยทำแบบนั้นเลย ท่านรู้ว่าคำสอนของพระเจ้ามีพลังมากที่สุด ท่านเลยมักพูดว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า” ตอนที่สอนหรือแก้ไขความคิดผิด ๆ ของพวกสาวก
8, 9. (ก) พระเยซูทำให้เห็นยังไงว่าคำสอนของพระเจ้าทำให้ท่านมีสิทธิ์ที่จะไล่พวกพ่อค้าออกจากวิหาร? (ข) พวกผู้นำศาสนาทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่นับถือคำสอนของพระเจ้าเลย?
8 ตอนที่พระเยซูไล่พวกพ่อค้าออกจากวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านพูดว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘ใคร ๆ จะเรียกวิหารของเราว่า วิหารสำหรับการอธิษฐาน’ แต่พวกคุณกลับทำให้เป็นถ้ำโจร” (มัทธิว 21:12, 13; อิสยาห์ 56:7; เยเรมีย์ 7:11) หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ท่านได้ทำการอัศจรรย์หลายอย่างที่นั่น เด็ก ๆ ประทับใจมากก็เลยพูดสรรเสริญท่าน แต่พวกผู้นำโกรธมากแล้วถามท่านว่า “คุณไม่ได้ยินที่เด็กพวกนั้นพูดหรือ?” ท่านตอบว่า “ได้ยิน แต่พวกคุณไม่เคยอ่านข้อนี้หรือที่ว่า ‘พระองค์ทำให้มีคำสรรเสริญออกจากปากของเด็กและทารก’?” (มัทธิว 21:16; สดุดี 8:2) พระเยซูอยากให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่เด็ก ๆ พูดมีบอกไว้ล่วงหน้าแล้วในพระคัมภีร์ ดังนั้น พวกเด็ก ๆ เลยมีสิทธิ์ที่จะสรรเสริญพระเยซู
9 หลังจากนั้น พวกผู้นำศาสนาก็มารวมตัวกันและถามพระเยซูว่า “คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้?” (มัทธิว 21:23) พระเยซูเคยบอกชัดเจนหลายครั้งแล้วว่าใครเป็นผู้ให้อำนาจท่าน พระเยซูไม่ได้คิดคำสอนขึ้นมาใหม่ ท่านแค่อธิบายคำสอนที่ได้รับการดลใจจากพ่อของท่าน จริง ๆ แล้วพวกปุโรหิตและพวกครูสอนศาสนาไม่แสดงความนับถือต่อพระยะโฮวาและคำสอนของพระองค์เลย สมควรแล้วที่พระเยซูตำหนิและเปิดโปงเจตนาที่ชั่วร้ายของพวกเขา—มัทธิว 21:23-46
10. เราจะเลียนแบบวิธีที่พระเยซูใช้คำสอนของพระเจ้าได้ยังไง และเรามีเครื่องมืออะไรบ้างที่ในสมัยพระเยซูไม่มี?
10 คริสเตียนที่แท้จริงในทุกวันนี้ก็ทำเหมือนพระเยซูโดยใช้คัมภีร์ไบเบิลในงานรับใช้ พยานพระยะโฮวาเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่าพวกเขากระตือรือร้นในการบอกข่าวสารจากคัมภีร์ไบเบิลให้กับคนอื่น ๆ หนังสือและสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ของเรายกข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลและอ้างถึงข้อคัมภีร์มากมาย ตอนไปประกาศเราก็พยายามใช้คัมภีร์ไบเบิลทุกครั้งที่คุยกับผู้คน (2 ทิโมธี 3:16) เรามีความสุขมากเมื่อได้อ่านข้อคัมภีร์ให้คนอื่นฟัง ได้อธิบายความหมาย และพูดถึงประโยชน์ที่เราได้รับจากคัมภีร์ไบเบิล ถึงแม้เราจะจำไม่เก่งเหมือนพระเยซู แต่เราก็มีเครื่องมือมากมายที่ในสมัยพระเยซูไม่มี เรามีคัมภีร์ไบเบิลครบชุดที่แปลออกมาเป็นภาษาต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้น เรายังมีเครื่องมือที่ช่วยให้หาข้อคัมภีร์ที่ต้องการได้ง่าย ๆ ขอให้เราตั้งใจที่จะใช้คัมภีร์ไบเบิลต่อ ๆ ไปและให้ผู้คนอ่านข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลทุกครั้งที่เป็นไปได้
พูดปกป้องคำสอนของพระเจ้า
11. ทำไมพระเยซูถึงต้องพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้าบ่อย ๆ?
11 พระเยซูรู้ว่าซาตานและผู้ที่ติดตามมันจงใจใช้คำสอนของพระเจ้าอย่างผิด ๆ อยู่บ่อย ๆ พระเยซูบอกพ่อของท่านในคำอธิษฐานว่า “ถ้อยคำของพระองค์เป็นความจริง” (ยอห์น 17:17) และพระเยซูรู้ดีว่าซาตาน “ผู้ปกครองโลก” เป็น “จอมโกหกและเป็นพ่อของการโกหก” (ยอห์น 8:44; 14:30) ตอนที่ซาตานมาล่อใจ พระเยซูปฏิเสธการล่อใจโดยยกข้อคัมภีร์ขึ้นมา 3 ครั้ง ตอนนั้นซาตานยกข้อคัมภีร์หนึ่งจากหนังสือสดุดีและจงใจใช้อย่างผิด ๆ พระเยซูก็ไม่ปล่อยผ่าน ท่านพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้า—มัทธิว 4:6, 7
12-14. (ก) พวกผู้นำศาสนาทำอะไรที่แสดงว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาไม่นับถือกฎหมายของโมเสส? (ข) พระเยซูพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้ายังไง?
12 พระเยซูพูดปกป้องพระคัมภีร์บ่อย ๆ เมื่อมีคนเอาไปใช้ผิด ๆ หรือตีความอย่างไม่ถูกต้อง พวกครูสอนศาสนาในสมัยของท่านก็ใช้คำสอนของพระเจ้าอย่างผิด ๆ ด้วย พวกเขาเน้นว่าต้องทำตามกฎหมายของโมเสสในทุกรายละเอียดแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเอาหลักการซึ่งเป็นพื้นฐานของกฎหมายนั้นมาใช้ พวกเขาเลยไม่ได้ช่วยผู้คนให้นมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง แต่กลับสอนให้ผู้คนสนใจแต่ภาพลักษณ์ของตัวเองแทนที่จะสนใจเรื่องที่สำคัญกว่า เช่น การเป็นคนยุติธรรม เมตตา และซื่อสัตย์ (มัทธิว 23:23) พระเยซูพูดปกป้องกฎหมายของพระเจ้ายังไง?
13 ในคำบรรยายบนภูเขา ก่อนที่พระเยซูจะพูดถึงกฎหมายของโมเสส ท่านมักพูดว่า “คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า” จากนั้นท่านก็จะพูดต่อว่า “แต่ผมจะบอกคุณว่า” แล้วก็อธิบายหลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังกฎหมายนั้น นี่หมายความว่าพระเยซูกำลังบอกว่ากฎหมายนั้นไม่ถูกต้องไหม? ไม่ ท่านกำลังพูดปกป้องกฎหมายนั้น ตัวอย่างเช่น ผู้คนรู้จักกฎหมายนี้ดีที่บอกว่า “อย่าฆ่าคน” แต่พระเยซูสอนว่าการเกลียดคนอื่น ก็เป็นการทำผิดหลักการที่อยู่ในกฎหมายนั้นแล้ว และท่านยังสอนอีกว่าถ้าในใจเราเริ่มรู้สึกชอบคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของเรา ก็เป็นการทำผิดหลักการที่อยู่ในกฎหมายของพระเจ้าเรื่องการเล่นชู้—มัทธิว 5:17, 18, 21, 22, 27-39
14 ตอนท้ายพระเยซูยังบอกอีกว่า “คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ให้รักเพื่อนบ้านและเกลียดชังศัตรู’ แต่ผมจะบอกคุณว่า ให้รักศัตรูของคุณและอธิษฐานเผื่อคนที่ข่มเหงคุณ” (มัทธิว 5:43, 44) คำสอนที่ ‘ให้เกลียดชังศัตรู’ เป็นคำสอนของพระเจ้าไหม? ไม่ใช่ แต่เป็นคำสอนที่พวกผู้นำศาสนาคิดขึ้นมาเอง พวกเขาลดคุณค่ากฎหมายที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า พระเยซูกล้าพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้าไม่ให้ได้รับอิทธิพลจากคำสอนของมนุษย์—มาระโก 7:9-13
15. พระเยซูพูดปกป้องกฎหมายของพระเจ้ายังไงแม้พวกผู้นำศาสนาทำให้กฎหมายเหล่านั้นดูเหมือนโหดร้ายหรือเข้มงวดเกินไป?
15 พวกผู้นำศาสนายังทำให้กฎหมายของพระเจ้าดูเหมือนเข้มงวดเกินไปหรือโหดร้ายด้วย ตอนที่สาวกของพระเยซูเดินผ่านทุ่งนาแล้วเด็ดรวงข้าวมากิน พวกฟาริสีก็บอกว่าพวกเขาทำผิดกฎวันสะบาโต เมื่อเห็นว่าพวกฟาริสีมีความคิดที่ไม่ถูกต้อง พระเยซูเลยใช้ตัวอย่างจากพระคัมภีร์เพื่อพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้า ท่านพูดถึงเหตุการณ์เดียวในพระคัมภีร์ที่มีการเอาขนมปังที่ตั้งถวายในวิหารของพระเจ้าออกมากิน ซึ่งเป็นตอนที่ดาวิดกับคนของเขาที่กำลังหิวกินขนมปังนั้น จากตัวอย่างนี้ พระเยซูแสดงให้พวกฟาริสีเห็นว่าพวกเขามองข้ามจุดสำคัญที่ว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่เมตตาและเห็นอกเห็นใจ—มาระโก 2:23-27
16. ผู้นำศาสนาทำอะไรกับกฎหมายของโมเสสเรื่องการหย่า และพระเยซูทำยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?
16 พวกผู้นำศาสนายังหาช่องโหว่จากกฎหมายของพระเจ้าด้วย เช่น กฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ชายหย่าภรรยาได้ ถ้าเธอ “ทำอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสม” ซึ่งมีหลักฐานว่าสิ่งที่เธอทำนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงและทำให้ครอบครัวอับอาย (เฉลยธรรมบัญญัติ 24:1) แต่ในสมัยพระเยซู พวกผู้นำศาสนาใช้กฎหมายนี้เป็นข้ออ้างเพื่อจะหย่าภรรยาได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแม้แต่การทำอาหารไหม้!a พระเยซูทำให้เห็นว่าพวกเขาใช้กฎหมายของโมเสสอย่างผิด ๆ ท่านเลยอธิบายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับมาตรฐานแรกเดิมของพระยะโฮวาเรื่องการแต่งงานซึ่งก็คือการมีคู่สมรสเพียงคนเดียว และเหตุผลเดียวที่จะหย่าได้ก็คือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำผิดศีลธรรมทางเพศ—มัทธิว 19:3-12
17. คริสเตียนในทุกวันนี้จะพูดปกป้องคำสอนของพระเจ้าเหมือนที่พระเยซูทำได้ยังไง?
17 สาวกของพระเยซูในทุกวันนี้ก็รู้สึกคล้าย ๆ กัน เราต้องปกป้องคำสอนของพระเจ้าไม่ให้ถูกเอาไปใช้ผิด ๆ เมื่อพวกผู้นำศาสนาบอกว่ามาตรฐานด้านศีลธรรมของพระเจ้าในคัมภีร์ไบเบิลเป็นเรื่องล้าสมัย พวกเขาก็กำลังบอกว่าคัมภีร์ไบเบิลเป็นหนังสือเก่าแก่และใช้ไม่ได้แล้วในทุกวันนี้ นอกจากนั้น ศาสนาต่าง ๆ ก็สอนคำสอนที่ไม่ถูกต้อง และบอกว่าคำสอนเหล่านั้นมาจากคัมภีร์ไบเบิล เราถือว่าเป็นสิทธิพิเศษที่ได้ปกป้องคำสอนของพระเจ้าที่เป็นความจริง เช่น พระเจ้าไม่ได้เป็นตรีเอกานุภาพ (เฉลยธรรมบัญญัติ 4:39) ตอนที่เราปกป้องคำสอนของพระเจ้า เราต้องทำด้วยความระมัดระวัง สุภาพ และด้วยความนับถือจากใจ—1 เปโตร 3:15
อธิบายคำสอนของพระเจ้า
18, 19. ตัวอย่างอะไรที่แสดงว่าพระเยซูมีความสามารถที่น่าทึ่งในการอธิบายคำสอนของพระเจ้า?
18 ตอนที่มีการเขียนพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรู พระเยซูอยู่ในสวรรค์ ตอนที่ท่านลงมาบนโลกและได้อธิบายคำสอนของพระเจ้าให้คนอื่นฟัง ท่านคงต้องมีความสุขแน่ ๆ ตัวอย่างเช่น ลองคิดถึงเหตุการณ์ที่น่าประทับใจตอนที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากตายและได้พบกับสาวก 2 คนที่กำลังเดินทางไปเอมมาอูส ก่อนที่พวกเขาจะจำพระเยซูได้ พวกเขาบอกท่านว่าพวกเขาเสียใจและสับสนเกี่ยวกับการตายของพระเยซูนายของพวกเขา แล้วท่านทำยังไง? ท่านก็ “อธิบายข้อคัมภีร์ทั้งหมดที่พูดถึงท่านให้พวกเขาฟัง เริ่มตั้งแต่หนังสือของโมเสสและของพวกผู้พยากรณ์” แล้วสาวก 2 คนนั้นรู้สึกยังไง? ต่อมาพวกเขาคุยกันว่า “มิน่าล่ะ เราถึงรู้สึกประทับใจจริง ๆ ตอนที่ท่านพูดกับพวกเราระหว่างทาง และตอนที่ท่านอธิบายให้พวกเราเข้าใจข้อคัมภีร์อย่างละเอียด”—ลูกา 24:15-32
19 ต่อมาในวันเดียวกัน เมื่อพระเยซูเจอกับพวกอัครสาวกและคนอื่น ๆ ท่านทำอะไร? ท่านก็ “ช่วยให้พวกเขาเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์อย่างชัดเจน” (ลูกา 24:45) นี่คงทำให้คนที่ฟังมีความสุขมาก และคงทำให้พวกเขานึกถึงอดีตที่พระเยซูเคยสอนพวกเขาและคนอื่น ๆ พระเยซูมักจะยกข้อคัมภีร์ที่ผู้คนรู้จักกันดีอยู่แล้วและอธิบายได้ดีมากจนพวกเขารู้สึกทึ่งเพราะได้เรียนแง่มุมใหม่ ๆ และเข้าใจคำสอนของพระเจ้าลึกซึ้งมากขึ้น
20, 21. พระเยซูอธิบายความหมายของคำพูดที่พระยะโฮวาพูดกับโมเสสตรงพุ่มหนามที่มีไฟลุกไว้ว่ายังไง?
20 มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระเยซูคุยกับสะดูสีกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้นำศาสนายิวที่ไม่เชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย พระเยซูพูดกับพวกเขาว่า “ในเรื่องการฟื้นขึ้นจากตายนั้น คุณไม่ได้อ่านหรือที่พระเจ้าบอกว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’? พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนตาย แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น” (มัทธิว 22:31, 32) นี่เป็นข้อคัมภีร์ที่พวกเขารู้จักกันดี และเขียนโดยโมเสสซึ่งเป็นคนที่พวกสะดูสีนับถือ คำอธิบายของพระเยซูมีพลังมากจริง ๆ ทำไมเราถึงบอกแบบนั้น?
21 ประมาณปี 1514 ก่อน ค.ศ. พระยะโฮวาพูดกับโมเสสตรงพุ่มหนามที่มีไฟลุก (อพยพ 3:2, 6) ตอนนั้นอับราฮัมตายไป 329 ปีแล้ว อิสอัคตายไป 224 ปี ส่วนยาโคบตายไปแล้ว 197 ปี ถึงอย่างนั้น พระยะโฮวาก็ยังบอกว่า “เราเป็น” พระเจ้าของพวกเขา พวกสะดูสีรู้ว่าพระยะโฮวาไม่เหมือนกับเทพเจ้าแห่งความตายของพวกนอกรีต ซึ่งปกครองโลกแห่งความตายตามที่เล่าต่อ ๆ กันมา แต่พระเยซูบอกว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้า “ของคนเป็น” ท่านหมายความว่ายังไง? พระเยซูสรุปอย่างมีพลังว่า “เพราะพระองค์มองว่าพวกเขาทุกคนมีชีวิตอยู่” (ลูกา 20:38) เมื่อผู้รับใช้ของพระยะโฮวาตาย พวกเขาจะอยู่ในความทรงจำที่ไม่จำกัดและสมบูรณ์แบบของพระองค์ตลอดไป คำสัญญาของพระยะโฮวาที่จะปลุกคนตายให้ฟื้นเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นแน่นอน ถึงขนาดที่พระองค์พูดเหมือนกับว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ (โรม 4:16, 17) นี่เป็นการอธิบายคำสอนของพระเจ้าได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เลยไม่แปลก “เมื่อประชาชนได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกทึ่ง”—มัทธิว 22:33
22, 23. (ก) เราจะอธิบายคำสอนของพระเจ้าเหมือนที่พระเยซูทำได้ยังไง? (ข) เราจะดูเรื่องอะไรในบทต่อไป?
22 คริสเตียนในทุกวันนี้มีสิทธิพิเศษที่ได้เลียนแบบวิธีที่พระเยซูอธิบายคำสอนในคัมภีร์ไบเบิล ถึงแม้เราจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนพระเยซู แต่เราก็สามารถอ่านข้อคัมภีร์ที่คนรู้จักกันดีอยู่แล้วและอธิบายแง่มุมใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนให้พวกเขาฟัง เช่น พวกเขาอาจอธิษฐานซ้ำ ๆ ว่า “ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” และ “ขอให้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่” ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าพระเจ้าชื่ออะไรและไม่รู้ว่าอาณาจักรหรือรัฐบาลของพระองค์คืออะไร (มัทธิว 6:9, 10, ฉบับคิงเจมส์) เมื่อมีคนฟังเราก็เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะอธิบายความจริงในคัมภีร์ไบเบิลให้พวกเขาฟังอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย
23 การยกข้อคัมภีร์ พูดปกป้องคำสอนของพระเจ้า และอธิบายข้อคัมภีร์ เป็นวิธีที่เราเลียนแบบพระเยซูได้ตอนที่สอนความจริงในคัมภีร์ไบเบิล ในบทต่อไปเราจะดูวิธีที่พระเยซูใช้เพื่อช่วยผู้ฟังของท่านให้เข้าใจและรักความจริงในคัมภีร์ไบเบิล
a โยเซฟุสนักประวัติศาสตร์ในศตวรรษแรกที่เป็นฟาริสีก็เคยหย่า เขาแนะนำว่าคนเราสามารถหย่าได้ “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม (ซึ่งมีหลายเหตุผลที่คนเราเอามาอ้างเพื่อหย่า)”