บท 5
‘คลังสติปัญญา ทั้งหมด’
1-3. ตอนที่พระเยซูบรรยายบนภูเขาในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 31 บรรยากาศในตอนนั้นเป็นยังไง? และทำไมคนที่ฟังท่านถึงรู้สึกทึ่ง?
วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 31 พระเยซูคริสต์อยู่ใกล้เมืองคาเปอร์นาอุมซึ่งเป็นเมืองที่คึกคักบนชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบกาลิลี พระเยซูไปอธิษฐานคนเดียวบนภูเขาที่อยู่บริเวณนั้น พอถึงตอนเช้า ท่านก็เรียกพวกสาวกมาและเลือก 12 คนให้เป็นอัครสาวก ตอนนั้นผู้คนมากมายจากที่ห่างไกลได้ตามพระเยซูมาด้วยและรวมตัวกันอยู่ตรงที่ราบแห่งหนึ่งบนภูเขา พวกเขาอยากฟังท่านพูดและอยากให้ท่านรักษาโรค และพระเยซูก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง—ลูกา 6:12-19
2 พระเยซูเข้าไปหาพวกเขาแล้วรักษาทุกคนที่เจ็บป่วยให้หาย จากนั้นท่านก็นั่งลงและเริ่มสอนa คำพูดของพระเยซูที่พวกเขาได้ยินในวันที่อากาศสดชื่นแบบนี้ คงทำให้พวกเขาแปลกใจมากเพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินใครสอนแบบนี้มาก่อน พระเยซูไม่ได้ทำให้สิ่งที่ท่านสอนน่าเชื่อถือโดยการอ้างคำสอนสืบปากหรือคำพูดของพวกรับบีชาวยิวที่มีชื่อเสียงเลย แต่ท่านยกข้อความมากมายจากพระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรูที่มีขึ้นโดยการดลใจ ท่านใช้คำง่าย ๆ และสอนในแบบที่พวกเขาเข้าใจได้ พอพระเยซูพูดจบพวกเขาก็รู้สึกทึ่งมาก ที่จริง ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึกอย่างนั้น เพราะพวกเขาเพิ่งได้ฟังคำสอนของคนฉลาดที่สุดที่เคยมีชีวิตอยู่—มัทธิว 7:28, 29
“คนที่มาฟังก็รู้สึกทึ่งกับวิธีสอนของท่าน”
3 คำบรรยายบนภูเขาและหลายสิ่งที่พระเยซูพูดและทำถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้น ดีที่เราจะศึกษาดูว่าคัมภีร์ไบเบิลบอกอะไรบ้างเกี่ยวกับพระเยซู เพราะ ‘คลังสติปัญญาทั้งหมด’ อยู่ในตัวท่าน (โคโลสี 2:3) สติปัญญาคือความสามารถที่จะเอาความรู้และความเข้าใจไปใช้ให้เกิดผลดี แล้วพระเยซูได้สติปัญญาแบบนั้นมาจากไหน? ท่านแสดงให้เห็นยังไงว่ามีสติปัญญา? และเราจะทำตามตัวอย่างของท่านได้ยังไง?
“คนนี้ไปได้สติปัญญามาจากไหน?”
4. คนที่ฟังพระเยซูสอนในเมืองนาซาเร็ธถามคำถามอะไร และทำไม?
4 ในช่วงที่พระเยซูเดินทางไปประกาศ ท่านได้ไปที่เมืองนาซาเร็ธด้วย ซึ่งเป็นเมืองที่ท่านเคยอยู่ตอนเป็นเด็ก ท่านเริ่มสอนในที่ประชุมของชาวยิว หลายคนรู้สึกแปลกใจและสงสัยว่า “คนนี้ไปได้สติปัญญามาจากไหน?” พวกเขารู้จักพ่อแม่และน้อง ๆ ของท่าน และรู้ว่าท่านมาจากครอบครัวธรรมดา ๆ ที่ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีชื่อเสียง (มัทธิว 13:54-56; มาระโก 6:1-3) พวกเขายังรู้ด้วยว่าถึงพระเยซูจะสอนได้ดีมาก แต่ท่านก็เป็นแค่ช่างไม้และไม่เคยเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของพวกรับบีเลย (ยอห์น 7:15) ดังนั้น ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึกสงสัย
5. พระเยซูบอกว่าท่านได้รับสติปัญญาจากที่ไหน?
5 ถึงแม้พระเยซูจะเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่สติปัญญาที่ท่านมีไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบของท่าน ต่อมา ตอนที่ท่านสอนผู้คนในวิหาร พระเยซูบอกว่าสติปัญญาของท่านมาจากผู้ที่ฉลาดกว่าท่านมาก พระเยซูบอกว่า “ผมไม่ได้สอนคำสอนของผมเอง แต่เป็นของพระองค์ที่ใช้ผมมา” (ยอห์น 7:16) ดังนั้น สติปัญญาของพระเยซูมาจากผู้ที่ใช้ท่านมาคือพระยะโฮวาพ่อของท่าน (ยอห์น 12:49) แล้วพระยะโฮวาให้สติปัญญากับพระเยซูโดยวิธีไหน?
6, 7. พระเยซูได้รับสติปัญญาจากพ่อของท่านยังไงบ้าง?
6 พลังบริสุทธิ์ของพระยะโฮวาชี้นำความคิดและความรู้สึกของพระเยซู อย่างที่อิสยาห์บอกล่วงหน้าเกี่ยวกับพระเยซูที่เป็นเมสสิยาห์ว่า “ท่านผู้นั้นจะได้รับพลังจากพระยะโฮวาและพลังนี้จะอยู่กับท่าน ท่านจึงมีสติปัญญาและความเข้าใจ ให้คำปรึกษาได้ดี และมีอำนาจ มีความรู้ และเกรงกลัวพระยะโฮวา” (อิสยาห์ 11:2) เพราะพลังของพระยะโฮวาอยู่กับพระเยซูและชี้นำความคิดและการตัดสินใจของท่าน ดังนั้น ทุกสิ่งที่พระเยซูพูดและทำแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาที่สมบูรณ์แบบของพระยะโฮวา
7 พระเยซูยังได้รับสติปัญญาจากพ่อของท่านในอีกวิธีหนึ่งด้วย ในบท 2 เราได้เห็นว่าก่อนจะมาบนโลกพระเยซูอยู่กับพ่อของท่านในสวรรค์มานานมาก ท่านเลยรู้สึกและคิดเหมือนกับพ่อของท่าน เราไม่สามารถเข้าใจได้เต็มที่ว่าพระเยซูได้รับสติปัญญามากขนาดไหนตอนที่ทำงานร่วมกับพระยะโฮวาในฐานะ “นายช่าง” ที่สร้างทุกสิ่ง ก่อนจะมาบนโลกท่านเลยถูกเรียกว่า “สติปัญญา” (สุภาษิต 8:22-31; โคโลสี 1:15, 16) ตอนทำงานรับใช้บนโลก ท่านใช้สติปัญญาที่ได้รับจากพ่อในสวรรค์b (ยอห์น 8:26, 28, 38) ดังนั้น เราเลยไม่แปลกใจที่เห็นว่าทุกสิ่งที่พระเยซูพูดและทำสะท้อนให้เห็นถึงความรู้และความเข้าใจที่ลึกซึ้งจริง ๆ
8. พวกเราที่เป็นสาวกของพระเยซูต้องทำอะไรบ้างเพื่อจะได้สติปัญญาจากพระเจ้า?
8 เราที่เป็นผู้ติดตามพระเยซู เราก็ต้องพึ่งพระยะโฮวาเพื่อจะมีสติปัญญาด้วยเหมือนกัน (สุภาษิต 2:6) พระยะโฮวาไม่ได้ให้สติปัญญาอย่างอัศจรรย์โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เราต้องอธิษฐานขอสติปัญญาต่อ ๆ ไป แล้วพระองค์ก็จะให้สติปัญญาเพื่อช่วยเรารับมือกับปัญหาได้ (ยากอบ 1:5) เราต้องพยายามมากเพื่อจะได้สติปัญญา และต้องทำอย่างนั้นต่อไป “เหมือนค้นหาสมบัติที่ซ่อนอยู่” (สุภาษิต 2:1-6) เราต้องศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างลึกซึ้งและเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ การคิดถึงสิ่งที่พระเยซูพูดและทำเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่จะได้สติปัญญา พระเยซูแสดงให้เห็นว่าท่านมีสติปัญญายังไงและเราจะเลียนแบบท่านได้ยังไง
คำพูดที่ฉลาดของพระเยซู
คัมภีร์ไบเบิลมีสติปัญญาของพระเจ้า
9. ทำไมคำสอนของพระเยซูถึงฉลาดจริง ๆ?
9 มีผู้คนมากมายมาหาพระเยซูเพื่อฟังสิ่งที่ท่านพูด (มาระโก 6:31-34; ลูกา 5:1-3) นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะท่านสอนและพูดอย่างฉลาด คำสอนของท่านยังแสดงให้เห็นว่าท่านรู้จักคำของพระเจ้าอย่างดีและเข้าใจว่าผู้คนคิดและรู้สึกยังไง สิ่งที่ท่านสอนมีประโยชน์กับทุกคนและยังใช้ได้ในทุกวันนี้ ให้เรามาดูตัวอย่างคำสอนที่ฉลาดของพระเยซู ซึ่งคัมภีร์ไบเบิลได้บอกไว้ล่วงหน้าว่าท่านเป็น “ที่ปรึกษามหัศจรรย์”—อิสยาห์ 9:6
10. พระเยซูกระตุ้นเราให้มีคุณลักษณะที่ดีอะไรบ้าง และทำไม?
10 คำบรรยายบนภูเขาที่พูดถึงในตอนต้นของบทนี้เป็นคำสอนที่ยาวที่สุดของพระเยซู ในส่วนนี้ไม่มีคำพูดของคนอื่นเลย มีแต่คำพูดของพระเยซูเท่านั้น พระเยซูไม่ได้แค่สอนว่าเราต้องพูดและทำสิ่งที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ท่านสอนลึกกว่านั้น เพราะท่านรู้ว่าความคิดและความรู้สึกจะส่งผลต่อสิ่งที่เราพูดและทำ ท่านเลยกระตุ้นให้เราปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีไว้ในความคิดและหัวใจ เช่น ความอ่อนโยน ความยุติธรรม ความเมตตา สันติสุข และรักคนอื่น (มัทธิว 5:5-9, 43-48) ถ้าเรามีคุณลักษณะเหล่านี้มากขึ้น เราก็จะพูดและทำสิ่งที่พระยะโฮวาพอใจ และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นด้วย—มัทธิว 5:16
11. ตอนที่พระเยซูพูดเกี่ยวการทำผิด ท่านพูดถึงสาเหตุของการทำผิดว่ายังไง?
11 ตอนที่พระเยซูพูดเกี่ยวการทำผิด ท่านยังพูดถึงสาเหตุของการทำผิดนั้นด้วย ตัวอย่างเช่น ท่านไม่ได้แค่บอกว่าอย่าทำร้ายคนอื่น แต่ยังเตือนด้วยว่าอย่าเก็บความโกรธไว้ในใจ (มัทธิว 5:21, 22; 1 ยอห์น 3:15) ท่านไม่ได้แค่บอกว่าอย่าเล่นชู้ แต่เตือนให้ระวังความต้องการผิด ๆ ที่เกิดขึ้นในใจด้วย ท่านยังเตือนไม่ให้เรามองสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความใคร่และความต้องการที่ไม่ถูกต้อง (มัทธิว 5:27-30) ดังนั้น พระเยซูไม่ได้สอนให้คิดถึงแค่การกระทำเท่านั้น แต่สอนให้คิดถึงแรงกระตุ้นของตัวเองด้วย ท่านเน้นว่าความคิดและความต้องการที่ไม่ดีทำให้เราทำผิดได้—สดุดี 7:14
12. สาวกของพระเยซูรู้สึกยังไงกับคำแนะนำของท่าน และทำไม?
12 คำพูดของพระเยซูฉลาดจริง ๆ! ไม่น่าแปลกใจที่ “คนที่มาฟังก็รู้สึกทึ่งกับวิธีสอนของท่าน” (มัทธิว 7:28) เราที่เป็นสาวกของพระเยซู เราเลยอยากเอาคำแนะนำที่ฉลาดของท่านไปใช้ในชีวิต และอยากพยายามมากขึ้นที่จะมีคุณลักษณะที่ดีตามที่พระเยซูบอกไว้ เช่น ความเมตตา สันติสุข และความรัก ถ้าเราทำอย่างนั้น เราก็จะทำสิ่งที่พระยะโฮวาพอใจเสมอ นอกจากนั้น เรายังพยายามกำจัดความรู้สึกในแง่ลบและความต้องการผิด ๆ ในใจด้วย เช่น ความโกรธ และความต้องการที่อยากทำผิดศีลธรรม เรารู้ว่าการทำแบบนั้นจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการทำผิดได้—ยากอบ 1:14, 15
พระเยซูทำทุกอย่างโดยใช้สติปัญญา
13, 14. พระเยซูแสดงว่ามีสติปัญญายังไงในวิธีที่ท่านใช้ชีวิต?
13 เราเห็นสติปัญญาของพระเยซูไม่ใช่แค่ทางคำพูดเท่านั้น แต่ในการกระทำด้วย ท่านแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาจากวิธีที่ท่านใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ วิธีที่ท่านมองตัวเอง และวิธีที่ท่านปฏิบัติกับคนอื่น เราจะมาดูบางตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทำทุกอย่างโดยใช้ “สติปัญญากับความสุขุมรอบคอบ”—สุภาษิต 3:21
14 คนที่มีสติปัญญาจะตัดสินใจได้ดี พระเยซูตัดสินใจได้ดีในการเลือกใช้ชีวิตของท่าน คุณนึกภาพออกไหมว่าท่านจะมีชีวิตที่ดีขนาดไหน? ท่านอาจเลือกสร้างบ้านที่สวยมากให้ตัวเอง ทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ หรือมีตำแหน่งสูงทางการเมืองก็ได้ แต่พระเยซูรู้ว่าการทุ่มเทเพื่อจะได้สิ่งเหล่านี้ ‘ไร้ประโยชน์และเป็นการวิ่งไล่ตามลม’ (ปัญญาจารย์ 4:4; 5:10) การทำแบบนั้นไม่ฉลาดและตรงข้ามกับการมีสติปัญญา พระเยซูเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย ท่านไม่สนใจที่จะหาเงินเยอะ ๆ หรือมีทรัพย์สมบัติมากมาย (มัทธิว 8:20) ท่านทำเหมือนกับที่ท่านสอนโดยมองที่สิ่งเดียวคือ การทำตามความประสงค์ของพระเจ้า (มัทธิว 6:22) ท่านใช้เวลาและกำลังอย่างฉลาดเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกว่าและมีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติในโลก (มัทธิว 6:19-21) พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมให้เราจริง ๆ
15. สาวกของพระเยซูทำให้รัฐบาลของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตยังไง และทำไมการทำแบบนั้นถึงฉลาดที่สุด?
15 ทุกวันนี้ สาวกของพระเยซูรู้ว่าการให้รัฐบาลของพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นเรื่องที่ฉลาด พวกเขาพยายามไม่เป็นหนี้โดยไม่จำเป็นและไม่ทุ่มเทให้สิ่งต่าง ๆ ในโลกมากเกินไปจนทำให้เสียเวลาและหมดแรง (1 ทิโมธี 6:9, 10) หลายคนปรับเปลี่ยนชีวิตให้เรียบง่ายเพื่อจะมีเวลาทำงานรับใช้มากขึ้น และบางคนก็เป็นไพโอเนียร์ด้วย การให้รัฐบาลของพระเจ้าสำคัญที่สุดในชีวิตเป็นสิ่งที่ฉลาดที่สุด เพราะจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีที่สุดและมีความสุข—มัทธิว 6:33
16, 17. (ก) พระเยซูแสดงให้เห็นยังไงว่าเจียมตัวและรู้ว่ามีบางอย่างที่ท่านทำไม่ได้? (ข) เราจะทำให้เห็นยังไงว่าเราเจียมตัวและยอมรับว่ามีบางอย่างที่เราทำไม่ได้?
16 คัมภีร์ไบเบิลบอกว่าคนที่มีสติปัญญาเป็นคนเจียมตัว ซึ่งหมายถึงการยอมรับว่าตัวเองมีขีดจำกัด (สุภาษิต 11:2) พระเยซูเจียมตัวและรู้ว่ามีบางอย่างที่ท่านทำไม่ได้ พระเยซูรู้ว่าท่านไม่สามารถทำให้ทุกคนที่ได้ยินท่านเข้ามาเป็นสาวกได้ (มัทธิว 10:32-39) และรู้ด้วยว่าท่านไม่สามารถประกาศให้ทุกคนฟังได้ ดังนั้น ท่านฝึกสอนสาวกให้มีส่วนช่วยในงานนี้ซึ่งแสดงถึงสติปัญญา (มัทธิว 28:18-20) ท่านเจียมตัวและยอมรับว่าสาวกจะ “ทำงานใหญ่กว่า” ท่าน เพราะพวกเขาจะประกาศกับผู้คนมากมายในขอบเขตที่ใหญ่กว่าและในเวลาที่นานกว่า (ยอห์น 14:12) นอกจากนั้น พระเยซูยอมรับว่าท่านจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ เช่น ตอนที่อยู่ในที่กันดารทูตสวรรค์มาดูแลท่าน ตอนที่อยู่ในสวนเกทเสมนีทูตสวรรค์ก็มาให้กำลังใจท่าน และในตอนที่ท่านต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ท่านก็อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพ่อของท่าน—มัทธิว 4:11; ลูกา 22:43; ฮีบรู 5:7
17 เหมือนกับพระเยซู เราเองก็ต้องเจียมตัวและยอมรับว่ามีบางอย่างที่เราทำไม่ได้ เราอยากพยายามเต็มที่และขยันทำงานประกาศและสอนคนให้เป็นสาวก (ลูกา 13:24; โคโลสี 3:23) ในเวลาเดียวกัน เราต้องจำไว้ว่าพระยะโฮวาไม่ได้เปรียบเทียบเรากับคนอื่น และเราก็ไม่ควรทำอย่างนั้นด้วย (กาลาเทีย 6:4) เราอาจตั้งเป้าหมายที่เราทำได้ตามความสามารถและสภาพการณ์ของเรา ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงสติปัญญา นอกจากนั้น ผู้ดูแลและคนอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบในประชาคมก็แสดงให้เห็นว่ามีสติปัญญา เมื่อพวกเขายอมรับว่าพวกเขามีขีดจำกัด และบางครั้งก็ต้องการความช่วยเหลือและกำลังใจด้วย ความเจียมตัวจะทำให้พวกเขายินดีรับความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะพวกเขารู้ว่าพระยะโฮวาอาจใช้พี่น้องร่วมความเชื่อเพื่อ “ให้กำลังใจ” พวกเขา—โคโลสี 4:11
18, 19. (ก) พระเยซูแสดงว่ามีเหตุผลและมองสาวกในแง่บวกยังไง? (ข) ทำไมเราอยากเลียนแบบพระเยซู และเราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง?
18 ยากอบ 3:17 บอกว่า “สติปัญญาจากเบื้องบนนั้น . . . มีเหตุผล” พระเยซูมีเหตุผลและมองสาวกในแง่บวก ท่านรู้ว่าพวกเขามีข้อผิดพลาด แต่ท่านก็มองที่ข้อดีของพวกเขา (ยอห์น 1:47) ในคืนที่พระเยซูถูกจับ ท่านรู้ว่าพวกเขาจะทิ้งท่าน แต่ท่านมั่นใจว่าพวกเขาจะภักดี (มัทธิว 26:31-35; ลูกา 22:28-30) ถึงแม้เปโตรจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักท่านถึง 3 ครั้ง แต่ท่านก็ยังอธิษฐานเพื่อเขาและแสดงความมั่นใจว่าเขาจะซื่อสัตย์ (ลูกา 22:31-34) ในคืนสุดท้ายที่พระเยซูมีชีวิตอยู่บนโลก ท่านอธิษฐานถึงพ่อและไม่ได้พูดถึงสิ่งไม่ดีที่พวกสาวกเคยทำ แต่พูดถึงสิ่งดี ๆ ที่พวกเขาทำ ท่านบอกว่า “พวกเขาทำตามคำสอนของพระองค์” (ยอห์น 17:6) ถึงพวกสาวกจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่พระเยซูก็ยังมอบหมายให้พวกเขาประกาศเรื่องรัฐบาลของพระเจ้าและสอนคนให้เป็นสาวก (มัทธิว 28:19, 20) เพราะพระเยซูแสดงความมั่นใจและเชื่อในตัวพวกเขา พวกเขาเลยมีกำลังใจที่จะทำงานมอบหมายต่อไป
19 พวกเราที่เป็นสาวกของพระเยซูอยากเลียนแบบท่านในเรื่องนี้ คิดดูสิว่าพระเยซูเป็นลูกที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า แต่ท่านก็ยังอดทนกับพวกสาวกที่ไม่สมบูรณ์แบบและทำผิดหลายครั้ง เราที่เป็นคนไม่สมบูรณ์แบบและทำผิดบ่อย ๆ ก็ยิ่งต้องอดทนต่อกันด้วย (ฟีลิปปี 4:5) เราไม่ควรมองแต่ข้อผิดพลาดของพี่น้อง แต่น่าจะมองหาข้อดีของพวกเขา เราควรจำไว้ว่าพระยะโฮวาชักนำพวกเขามาหาพระองค์ (ยอห์น 6:44) พระยะโฮวามองเห็นข้อดีของพี่น้อง และเราก็ควรมองอย่างนั้นด้วย การมองพี่น้องในแง่บวกจะช่วยให้เรา “มองข้ามความผิด” และยังช่วยเราให้เห็นจุดที่จะชมเชยพวกเขาด้วย (สุภาษิต 19:11) เมื่อเราแสดงความมั่นใจในตัวพี่น้อง เราก็กำลังช่วยพวกเขาให้ทำเต็มที่เพื่อรับใช้พระยะโฮวาและรับใช้อย่างมีความสุข—1 เธสะโลนิกา 5:11
20. เราควรทำอะไรกับคลังสติปัญญาที่อยู่ในหนังสือข่าวดีทั้ง 4 เล่ม และทำไม?
20 หนังสือข่าวดีทั้ง 4 เล่มที่บอกเกี่ยวกับชีวิตและงานรับใช้ของพระเยซูเป็นเหมือนคลังสติปัญญาที่มีค่าจริง ๆ! เราควรทำอะไรกับของขวัญที่มีค่านี้? ในตอนท้ายของคำบรรยายบนภูเขา พระเยซูกระตุ้นคนที่ฟังท่านว่าไม่ควรแค่ฟังคำสอนที่แสดงถึงสติปัญญาของท่านเท่านั้น แต่ควรทำตามหรือเอาไปใช้ด้วย (มัทธิว 7:24-27) ถ้าเราให้คำพูดที่ฉลาดของพระเยซูและสิ่งที่ท่านทำมีผลกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเรา เราจะมีชีวิตที่มีความสุขตั้งแต่ตอนนี้และอยู่บนทางที่จะทำให้เราได้ชีวิตตลอดไป (มัทธิว 7:13, 14) นี่เป็นสิ่งดีที่สุดที่เราทำได้!
a สิ่งที่พระเยซูสอนในวันนั้นเรียกว่าคำบรรยายบนภูเขา ซึ่งบันทึกไว้ที่มัทธิว 5:3–7:27 มีทั้งหมด 107 ข้อและคาดว่าคงใช้เวลาพูดประมาณ 20 นาที
b ตอนที่พระเยซูรับบัพติศมา “ท้องฟ้าก็เปิดออก” และดูเหมือนว่าตอนนั้นท่านจำได้ว่าก่อนมาเป็นมนุษย์ ท่านเคยอยู่กับพ่อของท่านในสวรรค์—มัทธิว 3:13-17