บท 6
‘ท่านเรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง’
1, 2. ทำไมพ่อถึงดีใจที่เห็นว่าลูกชายเชื่อฟัง และพระยะโฮวารู้สึกยังไงเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์?
พ่อคนหนึ่งมองลูกชายจากหน้าต่าง ดูลูกของเขาเล่นบอลกับเพื่อน ๆ ที่สนาม เด็ก ๆ ทำลูกบอลกระเด็นออกไปที่ถนน ลูกมองตามลูกบอลและอยากได้มันคืน เพื่อนคนหนึ่งบอกให้เขาวิ่งไปที่ถนนเพื่อเก็บลูกบอล แต่เขาส่ายหัวและพูดว่า “ไม่ได้หรอก พ่อไม่ให้ทำแบบนั้น” พอได้ยิน พ่อก็ยิ้มด้วยความดีใจ
2 ทำไมพ่อถึงดีใจขนาดนั้น? เพราะเขาเคยสอนลูกว่าไม่ให้ออกไปที่ถนน เมื่อลูกเชื่อฟังทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าพ่อกำลังดูอยู่ พ่อก็เห็นเลยว่าลูกเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังและมั่นใจว่าลูกจะปลอดภัย พระยะโฮวาพ่อของเราในสวรรค์ก็รู้สึกเหมือนพ่อคนนี้ พระองค์รู้ว่าถ้าเราซื่อสัตย์และอยากมีอนาคตที่ดีตามที่พระองค์สัญญาไว้ เราต้องเรียนรู้ที่จะวางใจและเชื่อฟังพระองค์ (สุภาษิต 3:5, 6) เพื่อช่วยเราให้ทำอย่างนั้นได้ พระองค์ส่งครูที่ดีที่สุดมาให้เรา
3, 4. พระเยซู “เรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง” และ “มีคุณสมบัติครบถ้วน” ยังไง? ขอยกตัวอย่าง
3 คัมภีร์ไบเบิลบอกให้เรารู้บางอย่างที่น่าทึ่งเกี่ยวกับพระเยซูโดยบอกว่า “ถึงแม้ท่านเป็นลูกของพระเจ้า แต่ท่านก็เรียนรู้ที่จะเชื่อฟังแม้ต้องทนทุกข์ลำบาก และหลังจากท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ท่านก็ได้รับหน้าที่ให้ช่วยเหลือทุกคนที่เชื่อฟังท่านให้ได้รับความรอดตลอดไป” (ฮีบรู 5:8, 9) พระเยซูมีชีวิตอยู่ในสวรรค์นานมาก ท่านเห็นซาตานและทูตสวรรค์หลายองค์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่ท่านไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้น คำพยากรณ์ที่บอกว่า “ผมไม่ขัดขืน” ใช้ได้กับพระเยซู (อิสยาห์ 50:5) ถ้าพระเยซูเชื่อฟังพ่อของท่านเสมอ แล้วทำไมท่านต้อง “เรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง” ล่ะ? ถ้าพระเยซูสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ทำไมท่านถึงต้อง “มีคุณสมบัติครบถ้วน” มากขึ้นอีก?
4 ลองคิดถึงตัวอย่างนี้ ทหารมีดาบเหล็กอยู่เล่มหนึ่ง แม้ดาบนี้จะไม่เคยถูกใช้ในการสู้รบ แต่ก็ถูกทำขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบและสวยงาม ทหารคนนี้เอาดาบนั้นไปเปลี่ยนกับดาบอีกเล่มหนึ่งที่ทำจากโลหะที่แข็งแรงกว่า เป็นเหล็กกล้าที่แข็งแรงทนทาน ถูกใช้ในการสู้รบมาแล้วและใช้ได้ดี เขาฉลาดใช่ไหมที่ทำแบบนี้? คล้ายกัน ตอนอยู่บนสวรรค์ พระเยซูเชื่อฟังพ่อของท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่พอมาบนโลก ท่านต้องเจอการทดสอบที่หนักอย่างที่ไม่เคยเจอในสวรรค์ และท่านก็ผ่านการทดสอบ นี่เลยทำให้การเชื่อฟังของท่านยิ่งสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกและทำให้ท่านมีคุณสมบัติครบถ้วน
5. ทำไมถึงสำคัญที่พระเยซูเชื่อฟังพ่อของท่าน และเราจะดูเรื่องอะไรในบทนี้?
5 การเชื่อฟังเป็นเรื่องสำคัญที่พระเยซูมาบนโลก พระเยซูถูกเรียกว่า “อาดัมคนหลัง” เพราะท่านมาบนโลกเพื่อทำสิ่งที่อาดัมมนุษย์คนแรกทำไม่ได้ นั่นคือเชื่อฟังพระยะโฮวาพระเจ้าแม้แต่ตอนที่ถูกทดสอบ (1 โครินธ์ 15:45) แต่พระเยซูไม่ได้เชื่อฟังพระยะโฮวาเพราะถูกบังคับ ท่านเชื่อฟังพระยะโฮวาสุดหัวใจ สุดชีวิต และสุดความคิด พระเยซูมีความสุขที่ได้ทำอย่างนั้น เพราะการทำตามความต้องการของพ่อสำคัญยิ่งกว่าการกินอาหาร (ยอห์น 4:34) เราต้องทำยังไงเพื่อจะเชื่อฟังเหมือนพระเยซู? อย่างแรก ให้เราดูว่าทำไมพระเยซูเชื่อฟังพระยะโฮวา ถ้าเราเชื่อฟังพระยะโฮวาเหมือนพระเยซู เราก็จะทำตามความต้องการของพระเจ้าและเอาชนะการล่อใจได้ หลังจากนั้น เราจะดูว่าถ้าเราเชื่อฟังเหมือนพระเยซู พระยะโฮวาจะให้รางวัลอะไรกับเรา
เหตุผลที่พระเยซูเชื่อฟังพระยะโฮวา
6, 7. อะไรเป็นเหตุผลที่พระเยซูเชื่อฟังพระยะโฮวา?
6 พระเยซูเชื่อฟังพระยะโฮวาจากหัวใจ เราได้เห็นในบท 3 ว่าพระเยซูเป็นคนถ่อม คนหยิ่งเป็นคนที่ไม่อยากเชื่อฟังใคร แต่ถ้าเราเป็นคนถ่อม เราก็จะเต็มใจเชื่อฟังพระยะโฮวา (อพยพ 5:1, 2; 1 เปโตร 5:5, 6) นอกจากนั้น พระเยซูยังเชื่อฟังพระยะโฮวาเพราะท่านรักสิ่งดีและเกลียดสิ่งชั่ว
7 พระเยซูรักพระยะโฮวาพ่อของท่านมากที่สุด ในบท 13 เราจะเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเพราะพระเยซูรักพระยะโฮวามาก ท่านเลยเกรงกลัวพระองค์ ท่านนับถือพ่อจากใจและกลัวที่จะทำให้พระองค์เสียใจ ความเกรงกลัวแบบนี้ทำให้พระยะโฮวาฟังคำอธิษฐานของท่าน (ฮีบรู 5:7) และความเกรงกลัวพระยะโฮวายังเป็นลักษณะเด่นของพระเยซูที่เป็นกษัตริย์ในรัฐบาลของพระเจ้าด้วย—อิสยาห์ 11:3
คุณแสดงว่าคุณเกลียดสิ่งชั่วไหมตอนที่เลือกความบันเทิง?
8, 9. เหมือนที่พยากรณ์ไว้ พระเยซูรู้สึกยังไงกับความถูกต้องชอบธรรมและความชั่ว และเรารู้ได้ยังไงว่าท่านรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ?
8 คนที่รักพระยะโฮวาต้องเกลียดสิ่งที่พระองค์เกลียดด้วย ตัวอย่างเช่น คำพยากรณ์เกี่ยวกับเมสสิยาห์บอกว่า “ท่านรักความถูกต้องชอบธรรมและเกลียดความชั่ว เพราะอย่างนี้ พระเจ้าซึ่งเป็นพระเจ้าของท่านจึงเจิมท่านด้วยน้ำมันแห่งความยินดีมากกว่าเพื่อน ๆ ของท่าน” (สดุดี 45:7, เชิงอรรถ) “เพื่อน ๆ” ของพระเยซูคือกษัตริย์องค์อื่น ๆ จากเชื้อสายของดาวิด เมื่อพระยะโฮวาแต่งตั้งหรือเจิมพระเยซูให้เป็นกษัตริย์ ท่านดีใจมากกว่ากษัตริย์เหล่านั้น เพราะอะไร? เพราะพระยะโฮวาให้รางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่ากับท่าน และการปกครองของท่านจะทำให้ทุกคนได้รับพรตลอดไป พระเยซูได้รับรางวัลเพราะท่านรักความถูกต้องชอบธรรมและเกลียดความชั่ว สองอย่างนี้ทำให้ท่านเชื่อฟังพระยะโฮวาเสมอ
9 พระเยซูทำให้เห็นชัดยังไงว่าท่านรักความถูกต้องชอบธรรมและเกลียดความชั่ว? ตัวอย่างเช่น พระเยซูรู้สึกยังไงตอนที่สาวกของท่านเชื่อฟังคำแนะนำเรื่องการประกาศแล้วได้รับพรจากพระยะโฮวา? ท่านดีใจมาก ๆ (ลูกา 10:1, 17, 21) และพระเยซูรู้สึกยังไงตอนที่คนในกรุงเยรูซาเล็มไม่อยากฟังท่าน ถึงแม้ท่านพยายามช่วยพวกเขาหลายครั้ง? ท่านร้องไห้เพราะพวกเขายังไม่ยอมเชื่อฟังพระยะโฮวา (ลูกา 19:41, 42) เห็นชัดว่าเมื่อมีคนทำสิ่งที่ดี พระเยซูดีใจมาก แต่เมื่อมีคนทำสิ่งที่ไม่ดี ท่านก็เสียใจมากด้วย
10. เราควรรู้สึกยังไงกับสิ่งดีและสิ่งชั่ว และอะไรจะช่วยเราให้อยากทำอย่างนั้น?
10 ถ้าเราใช้เวลาเพื่อคิดว่าพระเยซูรู้สึกยังไงกับสิ่งดีและสิ่งชั่ว ก็จะช่วยเราให้ตรวจสอบตัวเองถึงเหตุผลที่เราเชื่อฟังพระยะโฮวา แม้เราไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็สามารถเรียนที่จะรักสิ่งดีและเกลียดสิ่งชั่วได้ เราต้องอธิษฐานขอให้พระยะโฮวาช่วยเราให้รู้สึกเหมือนพระองค์และลูกของพระองค์ (สดุดี 51:10) และหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่ทำให้พระยะโฮวาและพระเยซูไม่พอใจ เช่น เรื่องความบันเทิงและการคบหาที่ไม่ดี (สุภาษิต 13:20; ฟีลิปปี 4:8) ถ้าเราเชื่อฟังพระยะโฮวาด้วยเหตุผลเดียวกับพระเยซู เราก็จะไม่เชื่อฟังเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่เราจะเต็มใจเชื่อฟังและทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะเราอยากทำ นอกจากนั้น เราจะหลีกเลี่ยงการทำผิด ไม่ใช่เพราะกลัวถูกจับได้ แต่เพราะเราเกลียดการทำแบบนั้นจริง ๆ
“ท่านไม่เคยทำบาป”
11, 12. (ก) เกิดอะไรขึ้นกับพระเยซูไม่นานหลังจากที่ท่านเริ่มงานรับใช้? (ข) ในการล่อใจครั้งแรกซาตานพูดอะไรกับพระเยซู และทำไมมันถึงทำอย่างนั้น?
11 ไม่นานหลังจากพระเยซูเริ่มงานรับใช้ ซาตานได้มาทดสอบว่าท่านเกลียดการทำบาปจริง ๆ ไหม หลังจากพระเยซูรับบัพติศมา ท่านอยู่ในที่กันดารและอดอาหาร 40 วัน 40 คืน แล้วในตอนนั้น ซาตานได้มาล่อใจท่าน ให้เรามาดูว่ามันเจ้าเล่ห์ขนาดไหน—มัทธิว 4:1-11
12 ครั้งแรกซาตานบอกว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ ก็เสกหินพวกนี้ให้กลายเป็นขนมปังสิ” (มัทธิว 4:3) พระเยซูรู้สึกยังไงหลังจากที่ไม่ได้กินอาหารมาหลายวัน? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ‘ท่านหิว’ (มัทธิว 4:2) ซาตานใช้ความต้องการตามธรรมชาติคือความหิวมาล่อใจพระเยซู ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันตั้งใจรอจนพระเยซูหิวมากและหมดแรง และซาตานยังพูดท้าทายพระเยซูด้วยว่า “ถ้าคุณเป็นลูกของพระเจ้าจริง ๆ” ที่จริงซาตานรู้อยู่แล้วว่าพระเยซูเป็น “ผู้แรกที่ถูกสร้างก่อนทุกสิ่ง” แต่มันก็ยังพูดแบบนี้ (โคโลสี 1:15) ถึงจะโดนท้าแต่พระเยซูก็ไม่ยอมให้คำพูดของซาตานมาทำให้ท่านไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเยซูรู้ว่าพระเจ้าไม่อยากให้ท่านใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ท่านไม่ยอมทำอย่างนั้น พระเยซูแสดงให้เห็นว่าท่านถ่อมตัวทำตามการชี้นำของพระยะโฮวาและวางใจว่าพระองค์จะดูแลท่าน—มัทธิว 4:4
13-15. (ก) ซาตานล่อใจพระเยซูครั้งที่สองและครั้งที่สามยังไง และพระเยซูตอบซาตานยังไง? (ข) เรารู้ได้ยังไงว่าพระเยซูพร้อมเสมอที่จะรับมือกับการล่อใจของซาตาน?
13 ครั้งที่สอง ซาตานล่อใจพระเยซูโดยพาท่านไปยืนบนกำแพงด้านที่สูงที่สุดของวิหาร มันใช้คำสอนของพระเจ้าอย่างผิด ๆ โดยบอกให้พระเยซูกระโดดลงมาเพราะทูตสวรรค์จะมาช่วยท่านเอง พระเยซูคิดไหมว่าถ้าคนที่อยู่ในวิหารได้เห็นการอัศจรรย์นั้น พวกเขาคงเชื่อว่าท่านเป็นเมสสิยาห์ตามคำสัญญา? หรือพระเยซูคิดไหมว่าถ้าพวกเขาเชื่อว่าท่านเป็นเมสสิยาห์เพราะเห็นทูตสวรรค์มาช่วย ท่านก็อาจจะไม่ต้องเจอกับความยากลำบาก? พระเยซูไม่ได้คิดอย่างนั้น ท่านรู้ว่าพระยะโฮวาอยากให้ท่านถ่อมและไม่ทำให้ผู้คนคิดว่าท่านเป็นเมสสิยาห์โดยทำการอัศจรรย์ที่น่าทึ่ง (อิสยาห์ 42:1, 2) พระเยซูตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระยะโฮวาและไม่อยากเป็นคนมีชื่อเสียง
14 แต่ถ้ามีการเสนออำนาจมากมายให้กับพระเยซูล่ะ ท่านจะยอมแพ้การล่อใจไหม? ในการล่อใจครั้งที่สาม ซาตานบอกว่าจะยกประเทศทั้งหมดในโลกให้ท่าน ถ้าท่านนมัสการมันแค่ครั้งเดียว พระเยซูต้องคิดเกี่ยวกับข้อเสนอของซาตานก่อนไหม? ไม่ ท่านบอกว่า “ไปให้พ้น ซาตาน!” และท่านยังบอกอีกว่า “พระคัมภีร์บอกไว้ว่า ‘คุณต้องนมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าของคุณ และรับใช้พระองค์ผู้เดียว’” (มัทธิว 4:10) ไม่มีอะไรมาล่อใจพระเยซูให้นมัสการพระอื่นได้ ถึงจะมีการเสนออำนาจมากมายหรืออะไรก็ตามในโลกนี้ พระเยซูก็จะไม่มีทางทำสิ่งที่ไม่เชื่อฟังพระยะโฮวา
15 ซาตานเลิกล่อใจพระเยซูไหม? ไม่ ถึงมันจะไปจากท่านตามที่พระเยซูสั่ง แต่หนังสือลูกาบอกว่ามาร “รอจนกว่าจะมีโอกาสอีก” (ลูกา 4:13) นี่แสดงว่ามันจะหาโอกาสทดสอบพระเยซูอยู่เรื่อย ๆ จนกว่าท่านจะเสียชีวิตบนโลก คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า พระเยซู “เคยผ่านการทดสอบทุกอย่างมาแล้ว” (ฮีบรู 4:15) ดังนั้น พระเยซูพร้อมเสมอที่จะรับมือกับการล่อใจของซาตาน และเราก็ต้องทำอย่างนั้นด้วย
16. ซาตานล่อใจผู้รับใช้ของพระเจ้าในทุกวันนี้ยังไงบ้าง และเราต้องทำยังไงเพื่อจะไม่ยอมแพ้การล่อใจของมัน?
16 ในทุกวันนี้ ซาตานยังพยายามล่อใจผู้รับใช้ของพระเจ้าอยู่เรื่อย ๆ น่าเศร้า เพราะเราเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ เราเลยถูกซาตานล่อใจได้ง่าย ซาตานรู้ว่าเราอาจมีความคิดที่เห็นแก่ตัว หยิ่ง และโลภ มันเลยชอบล่อใจเราโดยใช้ทรัพย์สมบัติ ดังนั้น สำคัญมากที่เราจะตรวจสอบตัวเองอย่างตรงไปตรงมาบ่อย ๆ เราควรคิดถึงคำพูดใน 1 ยอห์น 2:15-17 และถามตัวเองว่า ความต้องการแบบผิด ๆ การอยากมีทรัพย์สมบัติมากขึ้น และการอยากให้คนอื่นประทับใจกำลังทำให้เรารักพระยะโฮวาน้อยลงไหม? เราต้องจำไว้ว่าอีกไม่นานโลกนี้และซาตานที่เป็นผู้ปกครองโลกจะถูกทำลาย เราต้องไม่ยอมแพ้การล่อใจของซาตานที่อยากให้เราทำผิด ขอให้เราเลียนแบบพระเยซูผู้เป็นนายของเรา เพราะ “ท่านไม่เคยทำบาป”—1 เปโตร 2:22
“ผมทำสิ่งที่พระองค์ชอบเสมอ”
17. พระเยซูรู้สึกยังไงกับการเชื่อฟังพ่อของท่าน แต่บางคนอาจคิดยังไงกับเรื่องนี้?
17 การเชื่อฟังไม่ใช่แค่การไม่ทำบาปเท่านั้น พระเยซูทำตามคำสั่งทุกอย่างของพระยะโฮวาพ่อของท่านเสมอ ท่านบอกว่า “ผมทำสิ่งที่พระองค์ชอบเสมอ” (ยอห์น 8:29) และนี่ทำให้พระเยซูมีความสุขมาก บางคนอาจบอกว่าสำหรับพระเยซูแล้วการเชื่อฟังไม่ใช่เรื่องยาก เพราะท่านต้องเชื่อฟังพระยะโฮวาพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบผู้เดียวเท่านั้น แต่หลายครั้งพวกเราต้องเชื่อฟังคนที่ไม่สมบูรณ์แบบซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ ที่จริง พระเยซูก็เคยเชื่อฟังคนที่ไม่สมบูรณ์แบบที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจด้วยเหมือนกัน
18. ตอนเป็นเด็ก พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ ในเรื่องการเชื่อฟังยังไง?
18 ตอนเป็นเด็ก พระเยซูอยู่ใต้การดูแลของโยเซฟกับมารีย์ พ่อแม่ของท่านที่เป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ ถึงท่านจะเห็นข้อผิดพลาดของพ่อแม่ได้มากกว่าเด็กส่วนใหญ่ แต่นั่นทำให้พระเยซูไม่เชื่อฟังพวกเขาไหม? ท่านเริ่มบอกไหมว่าพวกเขาควรจะดูแลครอบครัวยังไง? ไม่ ที่ลูกา 2:51 พูดถึงพระเยซูตอนอายุ 12 ว่า “พระเยซู . . . เชื่อฟังพวกเขาเสมอ” ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็ก ๆ คริสเตียนที่อยากเชื่อฟังและนับถือพ่อแม่—เอเฟซัส 6:1, 2
19, 20. (ก) พระเยซูเจอสถานการณ์ที่ยากอะไรบ้างเกี่ยวกับการเชื่อฟังคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ? (ข) ทำไมคริสเตียนแท้ในทุกวันนี้ควรเชื่อฟังคนที่นำหน้าพวกเขา?
19 พระเยซูยังเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมให้เราด้วย เพราะท่านเชื่อฟังคนที่ไม่สมบูรณ์แบบในสถานการณ์ยาก ๆ ซึ่งคริสเตียนแท้ในทุกวันนี้ไม่มีทางเจอแบบท่าน ในช่วงที่พระเยซูมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นวิธีที่ชาวยิวนมัสการพระยะโฮวาที่วิหารในกรุงเยรูซาเล็มและการมีปุโรหิตที่พระองค์ยอมรับมานานกำลังจะถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยประชาคมคริสเตียน (มัทธิว 23:33-38) และช่วงนั้นผู้นำศาสนาชาวยิวหลายคนสอนคำสอนผิด ๆ จากปรัชญากรีก ในวิหารมีการทุจริตมากมายจนพระเยซูเรียกที่นั่นว่า “ถ้ำโจร” (มาระโก 11:17) พระเยซูเลยไม่ยอมไปที่วิหารและที่ประชุมของชาวยิวไหม? ไม่เลย เพราะพระยะโฮวายังยอมรับการนมัสการที่นั่น ถ้าพระองค์ยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไร พระเยซูก็จะไปฉลองเทศกาลต่าง ๆ ที่วิหารและไปที่ประชุมของชาวยิวต่อไป—ลูกา 4:16; ยอห์น 5:1
20 ถ้าพระเยซูยังเชื่อฟังตอนที่การนมัสการบริสุทธิ์ถูกทำให้แปดเปื้อน พวกเราก็ควรเชื่อฟังต่อ ๆ ไปเพราะเราอยู่ในเวลาที่การนมัสการบริสุทธิ์ได้รับการฟื้นฟู พระยะโฮวาสัญญาว่าจะไม่ยอมให้ซาตานมาทำให้ประชาชนของพระองค์ที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วเสื่อมเสีย (อิสยาห์ 2:1, 2; 54:17) ถึงเราทุกคนในประชาคมคริสเตียนจะไม่สมบูรณ์แบบและทำผิดบ่อย ๆ แต่เราก็ไม่ควรให้ข้อผิดพลาดของคนอื่นมาทำให้เราไม่เชื่อฟังพระยะโฮวาโดยไม่เข้าร่วมการประชุมหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้ดูแล แต่เราจะเต็มใจสนับสนุนคนที่นำหน้าในประชาคม เราจะเข้าร่วมการประชุมที่ประชาคม การประชุมใหญ่ต่าง ๆ และเอาคำแนะนำจากคัมภีร์ไบเบิลที่ได้เรียนไปใช้—ฮีบรู 10:24, 25; 13:17
เราเชื่อฟังพระยะโฮวาโดยเอาสิ่งที่ได้เรียนในการประชุมไปใช้
21. พระเยซูทำยังไงตอนที่มีคนพยายามทำให้ท่านไม่เชื่อฟังพระเจ้า และท่านเป็นตัวอย่างที่ดีให้เรายังไง?
21 พระเยซูไม่เคยยอมให้ประชาชน หรือเพื่อน ๆ ที่หวังดีทำให้ท่านเลิกเชื่อฟังพระยะโฮวา ตัวอย่างเช่น อัครสาวกเปโตรพยายามบอกท่านว่าไม่ต้องทนทุกข์และตาย ถึงแม้เปโตรจะหวังดี แต่สิ่งที่เขาพูดไม่เป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้า พระเยซูเลยปฏิเสธความคิดที่ไม่ถูกนั้น (มัทธิว 16:21-23) ในทุกวันนี้ ญาติ ๆ ของเราที่หวังดีอาจพยายามบอกเราว่าไม่ต้องเชื่อฟังกฎหมายและหลักการต่าง ๆ ของพระเจ้า ถ้าเจอแบบนั้น เราจะเลียนแบบสาวกกลุ่มแรกของพระเยซูที่ “เชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์”—กิจการ 5:29
รางวัลของคนที่เชื่อฟังเหมือนพระเยซู
22. พระเยซูตอบคำถามอะไรที่มีมานานแล้ว และท่านทำแบบนั้นยังไง?
22 ในวันที่พระเยซูตาย การเชื่อฟังของท่านถูกทดสอบหนักที่สุด ในวันที่ยากที่สุดนี้ “ท่านก็เรียนรู้ที่จะเชื่อฟัง” อย่างครบถ้วน ท่านทำตามความต้องการของพ่อ ไม่ใช่ความต้องการของตัวเอง (ลูกา 22:42) พระเยซูซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาตลอดชีวิต และเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบให้พวกเราในเรื่องการเชื่อฟัง (1 ทิโมธี 3:16) ท่านได้ให้คำตอบสำหรับคำถามที่มีมานานแล้วที่ว่าถ้ามนุษย์สมบูรณ์แบบเจอการทดสอบ พวกเขาจะยังเชื่อฟังพระยะโฮวาไหม? อาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่เมื่อพระเยซูมาบนโลก ท่านได้ทำให้เห็นว่าซาตานโกหกโดยการใช้ชีวิตและการตายของท่าน พระเยซูคนสำคัญที่สุดที่พระยะโฮวาสร้างเชื่อฟังพระเจ้าเสมอแม้ต้องทนทุกข์อย่างมากและต้องตาย
23-25. (ก) เรากำลังแสดงให้เห็นอะไรถ้าเราเชื่อฟังพระยะโฮวาต่อไป? ขอยกตัวอย่าง (ข) ในบทถัดไปเราจะดูตัวอย่างเรื่องอะไร?
23 เมื่อเราเชื่อฟังพระยะโฮวา เราก็แสดงให้เห็นว่าเรารักและอยากซื่อสัตย์ต่อพระองค์ตลอดชีวิต การเชื่อฟังของพระเยซูแสดงให้เห็นว่าท่านรักพระยะโฮวามาก และทำให้พวกเราทุกคนได้รับประโยชน์ (โรม 5:19) พระยะโฮวาให้รางวัลที่ยอดเยี่ยมกับพระเยซู ถ้าเราเชื่อฟังพระเยซูผู้เป็นนายของเรา พระยะโฮวาก็จะให้รางวัลกับเราด้วย ทุกคนที่เชื่อฟังพระเยซูจะได้รับ “ความรอดตลอดไป”—ฮีบรู 5:9
24 คนที่ซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวายังได้รางวัลอีกอย่างหนึ่งด้วย สุภาษิต 10:9 บอกว่า “คนซื่อสัตย์จะมีชีวิตที่มั่นคง” ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ เราอาจเปรียบเทียบคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาว่าเป็นเหมือนคนที่กำลังสร้างบ้านหลังใหญ่ด้วยอิฐที่แข็งแรง ทุกครั้งที่เขาเชื่อฟังพระยะโฮวา เขาก็กำลังก่ออิฐเพิ่มขึ้นมาทีละก้อน ถึงแม้อิฐก้อนหนึ่งอาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จริง ๆ แล้วมันมีค่ามาก เพราะเมื่อเอามาวางต่อกันหลาย ๆ ก้อน บ้านหลังใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้น ถ้าเราเชื่อฟังพระยะโฮวาต่อไปทุก ๆ วัน เราก็แสดงให้เห็นว่าเราซื่อสัตย์และรักพระองค์สุดหัวใจ
25 คนที่เชื่อฟังพระยะโฮวาเสมอจะแสดงให้เห็นว่าเขามีความอดทนด้วย ในบทถัดไปเราจะดูตัวอย่างเรื่องความอดทนของพระเยซู