บท 16
“พระเยซู . . . รักพวกเขาต่อไป จนถึงที่สุด”
1, 2. พระเยซูใช้เวลาในคืนสุดท้ายกับพวกอัครสาวกยังไง และทำไมช่วงเวลานี้ถึงมีค่าสำหรับท่าน?
ตอนที่พระเยซูอยู่กับอัครสาวกในห้องชั้นบนของบ้านหลังหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านรู้ว่านี่เป็นคืนสุดท้ายที่ท่านจะอยู่กับพวกเขา เวลาที่พระเยซูจะกลับไปหาพ่อของท่านใกล้เข้ามาแล้ว ไม่นานหลังจากนี้ท่านจะถูกจับและความเชื่อของท่านจะถูกทดสอบหนักที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังคิดถึงพวกอัครสาวก
2 พระเยซูเคยบอกอัครสาวกแล้วว่าท่านจะต้องจากพวกเขาไป แต่ท่านก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องบอกเพื่อช่วยพวกเขาให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ท่านเลยใช้ช่วงเวลาที่มีค่านี้สอนบทเรียนสำคัญที่จะช่วยพวกเขาให้รักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้ สิ่งที่พระเยซูพูดกับพวกอัครสาวกครั้งนี้แสดงถึงความอบอุ่นและสนิทกันที่สุดเท่าที่ท่านเคยพูดกับพวกเขา ทำไมพระเยซูถึงเป็นห่วงอัครสาวกมากกว่าตัวเอง? ทำไมคืนสุดท้ายที่ท่านอยู่กับพวกเขาถึงสำคัญมาก? คำตอบก็คือ เพราะท่านรักพวกเขา
3. เรารู้ได้ยังไงว่าพระเยซูไม่ได้รอให้ถึงคืนสุดท้ายก่อนแล้วค่อยแสดงความรักกับคนของท่าน?
3 หลายสิบปีต่อมา อัครสาวกยอห์นได้พูดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น เขาบอกว่า “ก่อนถึงเทศกาลปัสกา พระเยซูรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านจะจากโลกนี้ไปหาพระเจ้าผู้เป็นพ่อ พระเยซูรักคนของท่านที่อยู่ในโลกนี้ และท่านรักพวกเขาต่อไปจนถึงที่สุด” (ยอห์น 13:1) พระเยซูไม่ได้รอให้ถึงคืนสุดท้ายก่อนแล้วค่อยแสดงความรักกับ “คนของท่าน” ตลอดเวลาที่พระเยซูอยู่กับพวกเขา ท่านได้แสดงความรักกับพวกเขาหลายวิธี ดังนั้น สำคัญที่เราจะเรียนจากพระเยซูในเรื่องการแสดงความรักกับคนอื่นเพราะเราอยากเลียนแบบท่าน เพื่อแสดงว่าเราเป็นสาวกแท้ของท่าน
แสดงความอดทน
4, 5. (ก) ทำไมพระเยซูต้องอดทนกับพวกอัครสาวก? (ข) พระเยซูทำยังไงเมื่ออัครสาวกสามคนไม่ได้เฝ้าระวังตอนที่อยู่ในสวนเกทเสมนี?
4 ความรักและความอดทนเกี่ยวข้องกัน 1 โครินธ์ 13:4 บอกว่า “ความรักอดกลั้น” และความอดกลั้นเกี่ยวข้องกับการอดทนกับคนอื่น พระเยซูต้องอดทนไหมในการปฏิบัติต่อเหล่าสาวก? ใช่แล้ว ท่านต้องอดทนจริง ๆ! เหมือนที่เราเห็นในบท 3 บางครั้งพวกอัครสาวกไม่ได้แสดงความถ่อม พวกเขาเถียงกันมากกว่าหนึ่งครั้งว่าในพวกเขาใครเป็นใหญ่ที่สุด แล้วพระเยซูมีท่าทียังไง? ท่านโกรธหรือไม่พอใจพวกเขาไหม? ไม่ ท่านหาเหตุผลกับพวกเขาอย่างอดทน แม้พวกเขาจะ “เถียงกัน” เรื่องนี้ในเย็นวันสุดท้ายที่ท่านอยู่กับพวกเขา!—ลูกา 22:24-30; มัทธิว 20:20-28; มาระโก 9:33-37
5 ต่อมาในคืนสุดท้ายนั้นเอง ตอนที่พระเยซูพาอัครสาวกที่ซื่อสัตย์ 11 คนไปที่สวนเกทเสมนี ความอดทนของท่านก็ถูกทดสอบอีกครั้ง พระเยซูให้อัครสาวกแปดคนรออยู่ แต่พาเปโตร ยากอบ และยอห์นเดินลึกเข้าไปในสวน พระเยซูบอกสามคนนี้ว่า “ผมเป็นทุกข์จนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว พวกคุณอยู่ที่นี่ เฝ้าระวังด้วยกันกับผมนะ” แล้วท่านก็เดินห่างออกไปอีกเล็กน้อย และเริ่มอธิษฐานอย่างจริงจัง หลังจากอธิษฐานค่อนข้างนาน ท่านก็กลับมาหาอัครสาวกสามคน ท่านเห็นอะไร? ท่านเห็นพวกเขาหลับอยู่ พวกเขานอนหลับตอนที่พระเยซูกำลังจะเจอการทดสอบที่สำคัญที่สุดนี้ได้ยังไง! แล้วพระเยซูต่อว่าพวกเขาไหมที่ไม่ได้เฝ้าระวัง? ไม่ ท่านเตือนพวกเขาด้วยความอดทน และพูดอย่างกรุณา ท่านเข้าใจว่าพวกเขาเครียดและเหนื่อยa ท่านบอกว่า “ใจสู้ก็จริง แต่ร่างกายยังอ่อนแอ” ในคืนนั้นพระเยซูยังคงอดทนต่อไป พวกเขาไม่ได้นอนหลับแค่ครั้งเดียว แต่ยังหลับอีก 2 ครั้ง—มัทธิว 26:36-46
6. เราจะเลียนแบบพระเยซูได้ยังไง?
6 ตัวอย่างของพระเยซูที่ไม่หมดหวังในตัวอัครสาวกให้กำลังใจเราจริง ๆ ในที่สุดความอดทนของท่านก็เกิดผลดีเพราะพวกเขาได้เรียนสิ่งที่สำคัญคือความถ่อมและตื่นตัว (1 เปโตร 3:8; 4:7) เราจะเลียนแบบพระเยซูได้ยังไง? คนที่เป็นผู้ดูแลต้องฝึกความอดทน เพราะพี่น้องอาจมาเล่าปัญหาตอนที่ผู้ดูแลกำลังเหนื่อยหรือกังวลกับเรื่องส่วนตัว บางครั้งพี่น้องอาจไม่ได้ทำตามคำแนะนำทันที แต่ผู้ดูแลที่มีความอดทนจะสั่งสอน “ด้วยความอ่อนโยน” และจะ “กรุณาต่อฝูงแกะ” (2 ทิโมธี 2:24, 25; กิจการ 20:28, 29) พ่อแม่ก็ควรเลียนแบบพระเยซูในการแสดงความอดทนด้วยเหมือนกัน เพราะบางครั้งลูกอาจไม่ทำตามคำแนะนำทันที แต่พ่อแม่ที่มีความรักและความอดทนจะอบรมสั่งสอนลูกต่อ ๆ ไปไม่ยอมแพ้ การที่พ่อแม่อดทนอาจทำให้เกิดผลดีได้—สดุดี 127:3
สนใจความจำเป็นของคนอื่น
7. พระเยซูทำอะไรที่แสดงว่าท่านสนใจความจำเป็นพวกสาวกทั้งทางร่างกายและสิ่งจำเป็นในชีวิต?
7 เมื่อเรารักคนอื่นเราก็จะช่วยพวกเขา (1 ยอห์น 3:17, 18) ความรัก “ไม่เห็นแก่ตัว” (1 โครินธ์ 13:5) ความรักกระตุ้นพระเยซูให้สนใจความจำเป็นของพวกสาวกทั้งทางร่างกายและสิ่งจำเป็นในชีวิต หลายครั้ง ท่านทำบางอย่างเพื่อประโยชน์ของพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะขอด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่าพวกเขาเหนื่อย ท่านก็ชวนว่า “ไปหาที่ส่วนตัวห่างไกลผู้คนกันเถอะ จะได้พักสักหน่อย” (มาระโก 6:31) พอรู้ว่าพวกเขาหิว ท่านก็เลี้ยงอาหารพวกเขา รวมถึงอีกหลายพันคนที่มาฟังท่านสอนด้วย—มัทธิว 14:19, 20; 15:35-37
8, 9. (ก) พระเยซูช่วยสาวกของท่านยังไงให้มีความเชื่อที่เข้มแข็งในพระยะโฮวา? (ข) ตอนอยู่บนเสาทรมาน พระเยซูทำอะไรที่แสดงว่าท่านรักและเป็นห่วงแม่?
8 พระเยซูรู้ว่าสาวกของท่านต้องการอาหารที่เสริมความเชื่อและท่านก็เตรียมให้พวกเขา (มัทธิว 4:4; 5:3) หลายครั้ง ตอนที่สอนท่านสนใจพวกเขาเป็นพิเศษ พระเยซูให้คำบรรยายบนภูเขาเพื่อประโยชน์ของพวกเขาโดยเฉพาะ (มัทธิว 5:1, 2, 13-16) เมื่อสอนโดยใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบ ท่าน “จะอธิบายความหมายทุกอย่างกับสาวกของท่านตอนที่อยู่กันตามลำพัง” (มาระโก 4:34) พระเยซูบอกล่วงหน้าว่าท่านจะตั้ง “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” เพื่อให้อาหารที่เสริมความเชื่อกับสาวกของท่านในสมัยสุดท้าย ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุมคือพี่น้องกลุ่มเล็ก ๆ ของพระเยซูที่อยู่บนโลกที่ถูกเจิมด้วยพลังบริสุทธิ์ พวกเขาได้จัดเตรียม “อาหาร . . . ตามเวลาที่เหมาะสม” อย่างซื่อสัตย์มาตั้งแต่ปี 1919—มัทธิว 24:45
9 ในวันที่พระเยซูเสียชีวิต ท่านแสดงให้เห็นว่าเป็นห่วงความเชื่อของคนที่ท่านรัก ลองนึกภาพว่าตอนนั้น พระเยซูอยู่บนเสาทรมาน ต้องทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัส เพื่อจะสูดลมหายใจ ดูเหมือนว่าท่านต้องยกตัวขึ้นโดยใช้เท้ายัน ไม่ต้องสงสัยว่าการทำแบบนี้ทำให้ท่านต้องเจ็บปวดมาก เพราะน้ำหนักตัวทำให้แผลที่เท้าท่านที่ถูกตอกตะปูฉีกขาด และหลังของท่านที่ถูกเฆี่ยนก็เสียดสีกับเสาทรมาน ตอนที่พูดหรือหายใจท่านต้องเจ็บปวดมากแน่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนจะตายพระเยซูได้พูดบางอย่างที่ทำให้เห็นว่าท่านรักมารีย์แม่ของท่านมาก เมื่อเห็นมารีย์กับอัครสาวกยอห์นอยู่ใกล้ ๆ พระเยซูก็พูดกับแม่ของท่านด้วยเสียงดังพอที่พวกเขาจะได้ยินว่า “แม่ครับ ตั้งแต่นี้ไปเขาเป็นลูกของแม่” จากนั้นก็พูดกับยอห์นว่า “นี่คือแม่ของคุณ” (ยอห์น 19:26, 27) พระเยซูรู้ว่าอัครสาวกยอห์นจะดูแลมารีย์และสนับสนุนเธอให้รับใช้พระยะโฮวาต่อไปb
พ่อแม่ที่รักและเป็นห่วงลูกจะแสดงความอดทนและให้ลูกได้รับสิ่งจำเป็น
10. มีอะไรบ้างที่พ่อแม่เลียนแบบพระเยซูได้ตอนเลี้ยงลูก?
10 พ่อแม่เห็นว่าการเลียนแบบตัวอย่างของพระเยซูมีประโยชน์ พ่อที่มีความรักจะจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทางร่างกายให้กับคนในครอบครัว (1 ทิโมธี 5:8) เขาต้องมีความสมดุลโดยจัดให้มีเวลาที่ทุกคนจะได้พักผ่อนและทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน และที่สำคัญกว่านั้น พ่อแม่คริสเตียนจะสอนลูกให้รักพระยะโฮวา โดยให้มีการศึกษาคัมภีร์ไบเบิลในครอบครัวเป็นประจำและพยายามทำให้ลูก ๆ รู้สึกสนุก (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:6, 7) พ่อแม่ต้องสอนลูกว่างานรับใช้ การเตรียมตัวและเข้าร่วมการประชุมคริสเตียนเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่แค่นั้น พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในเรื่องเหล่านี้ด้วย—ฮีบรู 10:24, 25
เต็มใจให้อภัย
11. พระเยซูสอนอะไรสาวกในเรื่องการให้อภัย?
11 การให้อภัยเป็นการแสดงความรักแบบหนึ่ง (โคโลสี 3:13, 14) ที่ 1 โครินธ์ 13:5 บอกว่า ความรัก “ไม่จดจำเรื่องที่ทำให้เจ็บใจ” พระเยซูสอนสาวกหลายครั้งถึงความสำคัญของการให้อภัย ท่านบอกพวกเขาว่าเราควรให้อภัยคนอื่น “ไม่ใช่แค่ 7 ครั้งเท่านั้น แต่ต้องถึง 77 ครั้ง” นี่หมายความว่า เราต้องให้อภัยคนอื่นเสมอโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง (มัทธิว 18:21, 22) และท่านสอนว่าถ้าคนที่ทำผิดกลับใจหลังจากได้รับการว่ากล่าวแก้ไขแล้ว เราก็ควรให้อภัยเขา (ลูกา 17:3, 4) พระเยซูไม่เหมือนกับพวกฟาริสีที่เอาแต่สอนอย่างเดียว แต่ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีให้สาวกด้วย (มัทธิว 23:2-4) ให้เรามาดูว่าพระเยซูเต็มใจให้อภัยยังไงเมื่อเพื่อนที่ท่านไว้ใจทำให้ท่านผิดหวัง
12, 13. (ก) เปโตรทำอะไรบ้างที่ทำให้พระเยซูผิดหวังในคืนที่ท่านถูกจับ? (ข) หลังพระเยซูฟื้นขึ้นจากตาย ท่านทำให้เห็นยังไงว่าท่านไม่ได้แค่สอนคนอื่นเรื่องการให้อภัย?
12 พระเยซูสนิทกับอัครสาวกเปโตร เขาเป็นคนจริงใจแต่บางครั้งก็พูดหรือทำอะไรไม่คิด พระเยซูรู้ว่าเปโตรมีคุณลักษณะที่ดีและให้สิทธิพิเศษหลายอย่างกับเขา เปโตร ยากอบ กับยอห์นได้เห็นการอัศจรรย์บางอย่างที่อัครสาวกคนอื่น ๆ ไม่ได้เห็น (มัทธิว 17:1, 2; ลูกา 8:49-55) เหมือนที่เราได้เรียนก่อนหน้านี้ เปโตรเป็นคนหนึ่งในอัครสาวกสามคนที่เดินลึกเข้าไปในสวนเกทเสมนีพร้อมกับพระเยซูในคืนที่ท่านถูกจับ แต่ในคืนเดียวกันนั้น ตอนที่พระเยซูถูกทรยศและถูกควบคุมตัวไป เปโตรและอัครสาวกคนอื่น ๆ ทิ้งพระเยซูแล้วหนีไป ต่อมา เปโตรกล้าพอที่จะยืนอยู่ข้างนอกขณะที่มีการพิจารณาคดีพระเยซูอย่างผิดกฎหมาย แต่เขาก็รู้สึกกลัวและทำผิดร้ายแรงคือโกหกโดยปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูถึงสามครั้ง! (มัทธิว 26:69-75) พระเยซูทำยังไง? ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงถ้าเพื่อนสนิททำให้คุณผิดหวัง?
13 พระเยซูพร้อมให้อภัยเปโตร ท่านรู้ว่าเปโตรเสียใจมากกับสิ่งที่ตัวเองทำ และเขาได้กลับใจและถึงกับ “กลั้นความรู้สึกไว้ไม่อยู่จนต้องร้องไห้ออกมา” (มาระโก 14:72) ในวันที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากตาย ท่านได้ปรากฏตัวต่อเปโตร คงจะเพื่อปลอบโยนและทำให้เปโตรรู้ว่าท่านให้อภัยเขาแล้ว (ลูกา 24:34; 1 โครินธ์ 15:5) ไม่ถึงสองเดือนต่อมา ในวันเพ็นเทคอสต์ พระเยซูให้เกียรติเปโตรโดยให้เขานำหน้าในการประกาศกับฝูงชนในกรุงเยรูซาเล็ม (กิจการ 2:14-40) ขอให้เราจำไว้ว่า พระเยซูให้อภัยอัครสาวกคนอื่น ๆ ที่ทิ้งท่านไปด้วย หลังจากฟื้นขึ้นจากตาย พระเยซูยังคงเรียกพวกเขาว่า “พี่น้องของผม” (มัทธิว 28:10) เห็นได้ว่า พระเยซูไม่ได้แค่สอนคนอื่นว่าต้องให้อภัย แต่ท่านให้อภัยอย่างที่สอนด้วย
14. ทำไมเราต้องเรียนที่จะให้อภัยคนอื่น และเราจะเต็มใจให้อภัยคนอื่นได้ยังไง?
14 ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เราต้องเรียนที่จะให้อภัยคนอื่น เพราะอะไร? เพราะเราไม่เหมือนพระเยซู เราไม่สมบูรณ์แบบ และคนที่อาจทำผิดกับเราก็ไม่สมบูรณ์แบบด้วย บางครั้งเราทุกคนต่างก็ผิดพลาดทางคำพูดและการกระทำ (โรม 3:23; ยากอบ 3:2) ถ้าคนที่ทำผิดกับเรารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำ เราก็ควรให้อภัยเขา เพราะนี่จะทำให้พระเจ้าให้อภัยเราเหมือนกัน (มาระโก 11:25) ถ้าอย่างนั้น เราจะเต็มใจให้อภัยคนที่อาจทำผิดกับเราได้ยังไง? ในหลายกรณี ความรักช่วยได้ ความรักช่วยเราให้มองข้ามความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนอื่น (1 เปโตร 4:8) เมื่อคนที่ทำผิดกับเรากลับใจจริง ๆ เหมือนเปโตร เราอยากเลียนแบบพระเยซูที่เต็มใจให้อภัย แทนที่จะเก็บความโกรธไว้ ดีกว่าถ้าเราเลือกที่จะปล่อยความโกรธไป (เอเฟซัส 4:32) ถ้าเราทำแบบนี้ เราก็ส่งเสริมให้เกิดสันติสุขในประชาคมและยังทำให้ใจเราสงบด้วย—1 เปโตร 3:11
ท่านแสดงความไว้วางใจ
15. ทำไมพระเยซูไว้วางใจพวกสาวกทั้ง ๆ ที่พวกเขาทำผิดพลาด?
15 ความรักและความไว้วางใจเกี่ยวข้องกันมาก ความรัก “เชื่ออยู่เสมอ”c (1 โครินธ์ 13:7) ความรักกระตุ้นพระเยซูให้ไว้วางใจสาวกของท่านถึงแม้พวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ ท่านมั่นใจและเชื่อว่าพวกเขารักพระยะโฮวาจริง ๆ และอยากทำตามความต้องการของพระองค์ ถึงแม้พวกเขาทำผิดพลาด แต่พระเยซูก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี ตัวอย่างเช่น มีครั้งหนึ่ง อัครสาวกยากอบกับยอห์นบอกให้แม่ไปขอพระเยซูเพื่อให้พวกเขาได้นั่งข้างท่านในรัฐบาลสวรรค์ พระเยซูไม่ได้สงสัยเรื่องความภักดีของพวกเขาและท่านก็ไม่ได้ปลดพวกเขาจากการเป็นอัครสาวก—มัทธิว 20:20-28
16, 17. พระเยซูมอบหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้างให้สาวกของท่าน?
16 พระเยซูแสดงความไว้วางใจโดยให้หน้าที่รับผิดชอบหลายอย่างกับสาวกของท่าน มีอยู่สองครั้งที่พระเยซูทำการอัศจรรย์โดยทำให้มีอาหารเพิ่มขึ้นจนเลี้ยงคนจำนวนมากได้ และท่านก็มอบหมายให้สาวกทำหน้าที่แจกจ่ายอาหาร (มัทธิว 14:19; 15:36) ในการเตรียมปัสกาครั้งสุดท้าย ท่านมอบหมายเปโตรกับยอห์นให้ไปกรุงเยรูซาเล็มและเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้พร้อม พวกเขาต้องหาลูกแกะ เหล้าองุ่น ขนมปังไม่ใส่เชื้อ ผักที่มีรสขม และของที่จำเป็นอื่น ๆ นี่ไม่ใช่งานมอบหมายที่ต่ำต้อย เพราะการฉลองปัสกาในแบบที่เหมาะสมเป็นข้อเรียกร้องตามกฎหมายของโมเสส และพระเยซูต้องทำตามกฎหมายนั้น ต่อมา ในคืนนั้น พระเยซูก็ใช้เหล้าองุ่นและขนมปังไม่ใส่เชื้อเป็นสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงการเสียชีวิตของท่าน—มัทธิว 26:17-19; ลูกา 22:8, 13
17 พระเยซูแสดงว่าไว้วางใจสาวกโดยมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญมากขึ้นให้กับพวกเขา ตัวอย่างเช่น พระเยซูให้พวกเขาไปประกาศและสอนคนให้เป็นสาวก (มัทธิว 28:18-20) เหมือนที่เราได้เรียนไปแล้ว พระเยซูบอกล่วงหน้าว่าท่านจะมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบสำคัญให้กับผู้ถูกเจิมกลุ่มเล็ก ๆ ของท่านที่อยู่บนโลกเพื่อชี้นำและแจกจ่ายอาหารที่เสริมความเชื่อ (ลูกา 12:42-44) แม้แต่ในทุกวันนี้ ถึงแม้พระเยซูจะปกครองจากสวรรค์แต่ท่านก็มอบประชาคมต่าง ๆ ของท่านที่อยู่บนโลกไว้ในความดูแลของผู้ชายที่มีคุณวุฒิซึ่งเป็นเหมือน “ของขวัญที่เป็นมนุษย์”—เอเฟซัส 4:8, 11, 12
18-20. (ก) เราจะแสดงว่าเราไว้วางใจพี่น้องได้ยังไง? (ข) เราจะเลียนแบบพระเยซูในการเต็มใจมอบหมายงานได้ยังไง? (ค) ในบทถัดไปเราจะดูเรื่องอะไร?
18 เราจะเลียนแบบพระเยซูได้ยังไง? เมื่อเราไว้วางใจพี่น้องก็แสดงว่าเรารักพวกเขา และความรักจะทำให้เรามองที่ข้อดีของเขาไม่ใช่ข้อเสีย นอกจากนั้น อาจมีบางครั้งที่คนอื่นทำให้เราเสียใจ แต่ความรักจะป้องกันเราไม่ให้ด่วนสรุปว่าเขามีเจตนาไม่ดี (มัทธิว 7:1, 2) ถ้าเรามองที่คุณลักษณะดี ๆ ของพี่น้อง วิธีที่เราแสดงต่อเขาก็จะเป็นแบบที่ให้กำลังใจ ไม่ใช่ทำให้เขาท้อใจหรือรู้สึกแย่—1 เธสะโลนิกา 5:11
19 เราจะเลียนแบบพระเยซูในการเต็มใจมอบหมายงานได้ไหม? ผู้ดูแลที่มีหน้าที่รับผิดชอบในประชาคมจะได้รับประโยชน์มากถ้าพวกเขามอบหมายงานที่เหมาะสมและมีความหมายให้กับพี่น้องคนอื่น และไว้ใจว่าพวกเขาจะทำงานนั้นสุดความสามารถ เมื่อผู้ดูแลที่มีประสบการณ์ทำแบบนี้ พวกเขาก็กำลังฝึกพี่น้องหนุ่มที่มีคุณสมบัติที่ “พยายามจะได้ทำหน้าที่” เพื่อช่วยประชาคม (1 ทิโมธี 3:1; 2 ทิโมธี 2:2) การฝึกอบรมแบบนี้สำคัญมาก เพราะพระยะโฮวากำลังชักนำคนมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้เข้ามาในประชาคม ดังนั้น ผู้ชายที่มีคุณสมบัติจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรม—อิสยาห์ 60:22
20 พระเยซูเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบในเรื่องการแสดงความรักต่อคนอื่น เราได้เห็นแล้วว่ามีหลายอย่างที่เราเลียนแบบพระเยซูได้ แต่การแสดงความรักต่อคนอื่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในบทถัดไป เราจะดูวิธีที่พระเยซูแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อเรา ซึ่งก็คือท่านเต็มใจสละชีวิตเพื่อเรา
a ที่พวกอัครสาวกนอนหลับไม่ใช่แค่เพราะเหนื่อยเท่านั้น แต่ในลูกา 22:45 บอกว่าพระเยซู “และเจอพวกเขาหลับอยู่เพราะเศร้าใจมากจนหมดแรง”
b ตอนนั้นดูเหมือนว่ามารีย์เป็นแม่ม่าย และลูกคนอื่น ๆ ยังไม่ได้เป็นสาวกของพระเยซู—ยอห์น 7:5
c นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเชื่อทุกอย่างที่เราได้ยินหรือเชื่อทุกคนที่เราเจอ แต่ความรักจะช่วยให้เราไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือสงสัยในตัวคนอื่น ความรักจะช่วยให้เราไม่รีบตัดสินเจตนาของคนอื่น หรือด่วนสรุปว่าเขาแย่มาก