-
ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ได้รับการเปิดเผยหอสังเกตการณ์ 1990 | มกราคม 15
-
-
ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ได้รับการเปิดเผย
“ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้านี้เป็นที่ยอมรับว่ายิ่งใหญ่จริง.”—1 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.
1. ข้อลึกลับอะไรได้รับการพรรณนาใน 1 ติโมเธียว 3:16?
สิ่งลึกลับต่าง ๆ ทำให้คุณรู้สึกทึ่งไหม? คุณชอบสืบสวนอะไร ๆ ที่ลึกลับไหม? พวกเราส่วนใหญ่ชอบ! เช่นนั้นแล้ว มาร่วมกับเราสิ เมื่อเราตรวจสอบข้อลึกลับอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุด—ความลับที่ถูกปกปิดไว้ในพระวจนะของพระเจ้านานนับพัน ๆ ปี. ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้มีผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต. มันเป็น ‘ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า’ ตามคำพรรณนาใน 1 ติโมเธียว 3:16. พวกเราควรขอบพระคุณพระยะโฮวา “ผู้ทรงสำแดงเรื่องลึกลับให้ปรากฏแจ้ง” สักเพียงไร เนื่องด้วยพระทัยกรุณาพระองค์ทรงเผยให้เรารู้ข้อลึกลับอันประเสริฐยิ่งรวมทั้งการแสดงนัยแห่งข้อลึกลับนี้ด้วย!—ดานิเอล 2:28, 29.
2. (ก) พระยะโฮวาตรัสถึงข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรกเมื่อไร ครั้นแล้วพระองค์ทรงสัญญาเรื่องอะไร? (ข) คำถามอะไรบ้างที่จำต้องได้รับคำตอบ?
2 พระยะโฮวาตรัสข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรกภายหลังงูได้ล่อลวงฮาวา และอาดามก็ได้กบฏร่วมไปกับนางด้วย. ตอนนั้นแหละพระเจ้าทรงสัญญาว่า “พงศ์พันธุ์” หรือบุตรจะบดขยี้หัวงูนั้น. (เยเนซิศ 3:15) ใครคือพงศ์พันธุ์นั้น? พงศ์พันธุ์นั้นจะปราบงูอย่างไร? ท่านผู้นี้จะเชิดชูความสัตย์จริงของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อแผ่นดินโลกไหม?
3. คำพยากรณ์ต่าง ๆ ที่มาจากพระเจ้าให้ร่องรอยอะไรไว้เกี่ยวเนื่องกับเอกลักษณ์และการงานของพงศ์พันธุ์?
3 ในเวลาต่อมา คำพยากรณ์ของพระเจ้าได้เผยร่องรอยแห่งเอกลักษณ์และสิ่งที่พงศ์พันธุ์นั้นจะกระทำ. ท่านผู้นี้จะเป็นเชื้อสายของอับราฮาม สืบราชบัลลังก์กษัตริย์ดาวิด และจะได้ฉายาว่าเป็นองค์สันติราช. ‘ความจำเริญรุ่งเรืองแห่งรัฐบาลของท่านและสันติสุขจะไม่รู้สิ้นสุด.’ (ยะซายา 9:6, 7; เยเนซิศ 22:15-18; บทเพลงสรรเสริญ 89:35-37) แต่ดังที่โรม 16:25 (ล.ม.) แถลงว่า ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้ “ได้ปิดเงียบไว้เป็นเวลาอันยาวนาน.”
ไขข้อลึกลับ
4. ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นคลี่คลายโดยวิธีใดในปีสากลศักราช 29?
4 ในที่สุด หลังจากสี่พันปีผ่านไป ข้อลึกลับก็ถูกเผยออกมาชัดแจ้ง! โดยวิธีใด? ปีสากลศักราช 29 โยฮันให้พระเยซูจากเมืองนาซาเร็ธรับบัพติสมาในแม่น้ำยาระเด็น แล้วมีสุรเสียงของพระเจ้าจากสวรรค์ประกาศว่า “ท่านนี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก.” (มัดธาย 3:17) อะฮ้า ผู้นี้แหละคือพงศ์พันธุ์ตามคำสัญญา! ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์เริ่มเผยแง่มุมที่รุ่งโรจน์ออกมาให้ประจักษ์ รวมทั้งเรื่องความเลื่อมใสในพระเจ้าด้วย.
5. “ความเลื่อมใสในพระเจ้า” คืออะไร และเรื่องนี้มีผลกระทบอย่างไรต่อคนที่ถือปฏิบัติ?
5 เราเข้าใจอย่างไรเกี่ยวกับ “ความเลื่อมใสในพระเจ้า”? ในคัมภีร์คริสเตียนภาคภาษากรีก วลีนี้มีปรากฏอยู่ 20 ครั้ง. มากกว่าครึ่งของจำนวนนี้อยู่ในจดหมายสองฉบับของเปาโลถึงติโมเธียว. หนังสืออินไซท์ ออน เดอะ สคริพเจอร์ส นิยามคำ “เลื่อมใสในพระเจ้า” ว่า “ความเคารพอย่างสูง การนมัสการ และการรับใช้พระเจ้า ด้วยความซื่อสัตย์ภักดีต่อพระเดชานุภาพของพระองค์.” ความเคารพเริ่มขึ้นในหัวใจซึ่งเอนเอียงเข้าหาพระเจ้า เกรงขามความสง่างามของพระองค์ ความเป็นอมตะของพระองค์ และความหลากหลายสลับซับซ้อนแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พร้อมด้วยความสำนึกขอบคุณพระองค์สำหรับของประทานมากมายทั้งสิ่งฝ่ายวิญญาณและทางด้านวัตถุแก่มนุษย์ที่หยั่งรู้ค่าด้วยความยินดี. แท้จริง พวกเราแต่ละคนที่แสดงออกซึ่งความเลื่อมใสในพระเจ้าสามารถกล่าวได้เช่นเดียวกับผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญกล่าวไว้ในบทเพลงสรรเสริญ 104:1 ที่ว่า “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย จงสรรเสริญพระยะโฮวา. ข้าแต่พระยะโฮวาพระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์เป็นใหญ่ยิ่งนัก ทรงฉลองพระองค์ด้วยยศศักดิ์และเดชานุภาพ.”
6. (ก) ผู้นมัสการพระยะโฮวาต่างกันอย่างไรกับผู้คนที่เข้าโบสถ์แห่งคริสต์ศาสนจักร? (ข) เปาโลพูดถึงสิ่งใดที่พระธรรมโรม 11:33, 34 ด้วยเหตุนี้จึงมีการตั้งคำถามอะไรขึ้น?
6 ความเลื่อมใสของเราต่อพระเจ้าจำต้องได้แสดงให้ประจักษ์ และทั้งนี้จะปรากฏออกมาโดยการกระทำ. ในเรื่องนี้ ผู้ซึ่งนมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าองค์เที่ยงแท้จึงต่างกันมากกับพวกที่เข้าไปนั่งในโบสถ์อันซบเซาแห่งคริสต์ศาสนจักร. สำหรับหลายคนในโลกนี้ หากยังคงนับถือศาสนาก็ถือว่าศาสนาคือพิธีรีตอง เป็นเสื้อคลุมซึ่งเมื่อสวมแล้วทำให้ดูเป็นผู้บริสุทธิ์ขณะเดียวกันเขาดำเนินชีวิตในแบบที่กลมกลืนกับโลกอันเสื่อมทรามรอบ ๆ ตัว. พวกเขาไม่รู้จักว่าใครเป็นพระเจ้าด้วยซ้ำ. ไม่ต้องสงสัย บุคคลประเภทนี้จะต้องพิจารณาคำกล่าวของเปาโลที่กิจการ 17:23 เมื่อท่านพูดกับชาวเมืองเอเธนส์ซึ่งนมัสการ “พระเจ้าที่เขาไม่รู้จัก” ดังนี้ “เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มาประกาศและแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบถึงพระเจ้าที่ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก แต่ยังนมัสการอยู่ [ยังให้ความเลื่อมใส, ล.ม. ]” เกี่ยวด้วยพระเจ้าองค์สูงส่งเลิศล้ำนั้น เปาโลแถลงที่โรม 11:33, 34 ว่า “โอพระปัญญาและความรู้ของพระเจ้ามีอเนกอนันต์มากเท่าใด! พระดำริของพระองค์เหลือที่จะเข้าใจได้ และทางทั้งหลายของพระองค์เหลือที่จะสืบเสาะได้! เพราะว่า ‘ใครเล่าได้รู้จักพระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาเตือนสติพระองค์?’” ถ้าเช่นนั้น โดยวิธีใดเราจึงได้มารู้จักทางของพระเจ้า? โดยการเรียน ‘ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า.’ แต่เราจะทำได้อย่างไร?
7. ทำไมจึงจะกล่าวได้ว่า “ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นที่ยอมรับว่ายิ่งใหญ่จริง”?
7 ที่ 1 ติโมเธียวบท 3 แรกทีเดียวอัครสาวกเปาโลวางเค้าโครงข้อเรียกร้องสำหรับผู้รับใช้พึงปฏิบัติภายในครอบครัวของพระเจ้า ซึ่ง ดังที่พรรณนาในข้อ 15 ว่าคือ “ประชาคมของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ซึ่งเป็นหลักและรากแห่งความจริง.” แล้วเปาโลกล่าวเพิ่มในข้อ 16: “ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้านี้เป็นที่ยอมรับว่ายิ่งใหญ่จริง.” แน่นอน ยิ่งใหญ่ก็เพราะพระยะโฮวาได้ส่งพระบุตรที่รักองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะเปิดเผยข้อลึกลับนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเลื่อมใสในพระเจ้าจริง ๆ แล้วเป็นอะไร และความเลื่อมใสเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างไรในการนมัสการแท้. ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าได้ปรากฏให้เห็นชัดด้วยวิถีชีวิตของพระเยซูขณะอยู่บนแผ่นดินโลก. บรรดาผู้มีความรักต่อพระยะโฮวาจำต้องสร้างความเชื่อและวางฐานชีวิตของตนบนพระคริสต์ ผู้เป็นแบบอย่างอันดีแห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า. แล้วพระเยซูทรงไขข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าโดยวิธีใด?
มองได้หกด้าน
8. (ก) แง่มุมหกประการของความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ตามที่เปาโลพรรณนาใน 1 ติโมเธียว 3:16 นั้นมีอะไรบ้าง? (ข) ใครคือ “พระองค์” ผู้นั้นที่ถูกส่งมาให้ปรากฏ?
8 เปาโลตอบคำถามนั้นโดยรับการดลใจ. ที่ 1 ติโมเธียว 3:16 (ล.ม.) ท่านพรรณนาถึงข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้ถึงหกแง่ด้วยกันดังนี้ “พระองค์ [1] ถูกส่งมาให้ปรากฏเป็นเนื้อหนัง [2] ได้รับการประกาศว่าชอบธรรมในสภาพเป็นวิญญาณ [3] ทรงปรากฏแก่เหล่าทูตสวรรค์ [4] ได้รับการประกาศถึงท่ามกลางนานาชาติ [5] ได้รับความเชื่อถือในโลก [6] ถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี.” “พระองค์” ผู้นั้นเป็นใครที่ถูกส่งมาให้ปรากฏตัว? เห็นได้ชัดว่า “พระองค์” นั้นคือ พระเยซู พงศ์พันธุ์แห่งคำสัญญา ผู้ได้เสด็จมาเพื่อกระทำตามพระทัยประสงค์ของพระเจ้า. พระองค์เป็นแก่นแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ข้อลึกลับนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง.
9. มีข้อพิสูจน์อะไรที่ 1 ติโมเธียว 3:16 ไม่ควรอ่านว่า “พระเจ้าทรงปรากฏเป็นเนื้อหนัง”?
9 พวกที่ยึดหลักตรีเอกานุภาพพยายามทำให้เกิดความสับสนในด้านความเข้าใจข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์โดยบอกว่า “พระองค์” ใน 1 ติโมเธียว 3:16 นี้แหละเป็นพระเจ้า. เขาอาศัยคัมภีร์ฉบับคิง เจมส์ ไบเบิล เป็นหลัก ซึ่งอ่านดังนี้: “พระเจ้าได้ทรงปรากฏเป็นเนื้อหนัง.” ทว่าสำเนาต้นฉบับภาษากรีกที่เชื่อถือได้ดีที่สุดพูดไว้อย่างไร? ปรากฏว่าเขาใช้คำ “พระองค์” แทนคำ “พระเจ้า” โดยตลอด. เวลานี้นักวิจารณ์ต้นฉบับต่างก็เห็นพ้องกันว่า การแทรกคำ “พระเจ้า” ไว้ในคัมภีร์ข้อนี้เป็นความผิดพลาดทางอักขระ. ฉะนั้น การแปลตอนหลัง ๆ เช่น คัมภีร์ฉบับแปลอเมริกัน สแตนดาร์ด เวอร์ชัน, เดอะ นิว อิงลิช ไบเบิล, และ นิว เวิลด์ แทรนสเลชัน ช่วยให้อ่านได้อย่างถูกต้องว่า ‘พระองค์ [หรือพระองค์ผู้ซึ่ง] ได้ถูกส่งมาปรากฏเป็นเนื้อหนัง.’ เปล่า พระองค์ผู้ซึ่งได้ปรากฏเป็นเนื้อหนังหาใช่พระเจ้าไม่ แต่เป็นพระบุตรที่รักและเป็นผู้แรกในบรรดาสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง ซึ่งอัครสาวกโยฮันเขียนเกี่ยวกับพระบุตรองค์นี้ว่า “ดังนั้น พระวาทะจึงได้กลายเป็นเนื้อหนัง และทรงอยู่ท่ามกลางเรา และเราได้เห็นสง่าราศีของพระองค์คือสง่าราศีซึ่งเป็นของพระบุตรผู้ได้รับกำเนิดองค์เดียวจากพระบิดา และพระองค์บริบูรณ์ไปด้วยพระกรุณาอันไม่พึงได้รับและความจริง.”—โยฮัน 1:14, ล.ม.
“ปรากฏเป็นเนื้อหนัง”
10. (ก) แง่มุมประการแรกแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏให้เห็นอย่างไรในคราวการรับบัพติสมาของพระเยซู? (ข) เพราะเหตุใดพระเยซูจึงได้มาเป็น “อาดามผู้ซึ่งมาภายหลัง”?
10 ณ การรับบัพติสมาของพระเยซู ลักษณะแรกแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏแจ้งได้แก่: “ถูกส่งมาให้ปรากฏเป็นเนื้อหนัง” ฐานะเป็นพระบุตรที่ถูกเจิมของพระเจ้า. พระยะโฮวาเจ้าทรงย้ายชีวิตพระบุตรจากสวรรค์เข้าสู่ครรภ์ของนางมาเรียเพื่อว่า พระเยซูจะบังเกิดเป็นคนมีเลือดเนื้อเป็นมนุษย์สมบูรณ์. ฉะนั้น ดังแจ้งอยู่ใน 1 โกรินโธ 15:45-47 (ฉบับแปลใหม่) ว่า พระเยซูได้มาเป็นอาดามที่สองหรือ “อาดามผู้ซึ่งมาภายหลัง” จิตวิญญาณที่สมบูรณ์ซึ่งมีค่าเท่าเทียมกับอาดามคนแรก. เพื่อวัตถุประสงค์อะไร? 1 ติโมเธียว 2:5, 6 อ้างถึง “อาดามผู้ซึ่งมาภายหลัง” ว่าเป็น “พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ ผู้ทรงประทานพระองค์เป็นค่าไถ่สำหรับคนทั้งปวง.” โดยอาศัยพื้นฐานทางกฎหมายว่าด้วยการเสียสละของมนุษย์ที่สมบูรณ์เป็นเครื่องบูชา พระเยซูทรงเป็นคนกลางแห่งคำสัญญาไมตรีใหม่กับมนุษย์ 144,000 คนผู้ซึ่งจะเป็นทายาทร่วมปกครองในราชอาณาจักรของพระองค์.—วิวรณ์ 14:1-3.
11. ประโยชน์แห่งเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซูได้แผ่ไปยังผู้ใด?
11 คนอื่นนอกจากจำนวนนี้จะได้ประโยชน์จากการที่พระองค์ได้วายพระชนม์เป็นพลีกรรมไหม? ได้แน่นอน! หนึ่งโยฮัน 2:2 กล่าวว่า พระเยซูคริสต์ “ทรงเป็นผู้ระงับพระพิโรธเพราะความบาปของเรา [หมายถึงบาปซึ่งกระทำไปโดยชนคริสเตียนผู้ถูกเจิมเช่นโยฮัน] แต่ไม่ใช่พวกเราพวกเดียว แต่ว่าของมนุษย์โลกทั้งสิ้นด้วย.” ฉะนั้น คุณประโยชน์แห่งเครื่องบูชาไถ่ของพระเยซูจึงแผ่ไปถึงมนุษย์โดยทั่วไป ไม่เฉพาะแต่ชนคริสเตียนผู้ถูกเจิม 144,000 คนเท่านั้น. “มหาชนหมู่ใหญ่” ซึ่งมีชีวิตอยู่เวลานี้และอีกหลายพันล้านคน ซึ่งจะถูกปลุกขึ้นจากตายในสมัยที่โลกนี้เป็นอุทยานก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์โดยอาศัยความเชื่อในเครื่องบูชาไถ่ของพระคริสต์. ดังคำพยากรณ์บอกไว้ที่วิวรณ์ 7:9, 10 แม้ในเวลานี้มหาชนหมู่ใหญ่ได้ชำระเสื้อผ้าของตนให้ขาวสะอาดโดยการสำแดงความเชื่อในพระโลหิตที่ทรงหลั่งออกมาของพระเมษโปดก คือพระเยซูคริสต์. พวกเขาถูกนับเป็นคนชอบธรรมฐานที่มีมิตรภาพกับพระเจ้า. ด้วยความชื่นชม คนเหล่านี้ได้เรียนรู้ด้านต่าง ๆ แห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แล้วแสดงความเลื่อมใสในพระเจ้าสอดคล้องกับตัวอย่างของพระเยซู!
ลักษณะอื่น ๆ
12. พระเยซู “ได้รับการประกาศว่าชอบธรรมในสภาพเป็นวิญญาณ” โดยวิธีใด?
12 ทีนี้จะว่าอย่างไรเกี่ยวกับลักษณะที่สองดังกล่าวไว้ใน 1 ติโมเธียว 3:16? พระเยซู “ได้รับการประกาศว่าชอบธรรมในสภาพเป็นวิญญาณ.” แต่โดยวิธีใด? โดยที่พระยะโฮวาทรงปลุกพระบุตรผู้ซึ่งรักษาความจงรักภักดีให้คืนพระชนม์ในสภาพกายวิญญาณ. ทั้งนี้ก็เท่ากับว่าพระเจ้าได้ทรงประกาศว่า พระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมโดยแท้และคู่ควรกับหน้าที่มอบหมายอันมีเกียรติขั้นต่อไป. ดังที่กล่าวในโรม 1:4 พระเยซูนั้น “พระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์ยังทรงชี้หมายไว้ว่าเป็นบุตรของพระเจ้าโดยฤทธานุภาพด้วยการเป็นขึ้นมาจากความตาย.” เพื่อยืนยันเรื่องนี้ เปโตรแจ้งไว้ในจดหมายฉบับแรกของท่าน บท 3 ข้อ 18 (ล.ม.) ดังนี้: “แม้ว่าพระคริสต์ได้วายพระชนม์ครั้งเดียวสำหรับตลอดกาลเกี่ยวกับบาป พระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรมทั้งหลาย เพื่อว่าพระองค์จะทรงนำท่านทั้งหลายไปถึงพระเจ้า พระองค์ทรงถูกประหารในสภาพเป็นเนื้อหนัง แต่ทรงถูกทำให้มีชีวิตสภาพเป็นวิญญาณ.” ตัวอย่างของพระเยซูเกี่ยวด้วยความเลื่อมใสในพระเจ้านำคุณ ไปถึงพระเจ้าไหม?
13. พระเยซูซึ่งถูกปลุกให้คืนพระชนม์แล้วทรงปรากฏแก่ทูตสวรรค์จำพวกไหน และพระองค์ได้ประกาศข่าวสารอะไรแก่ทูตเหล่านั้น?
13 ดำเนินเรื่องต่อไปตามที่กล่าวใน 1 ติโมเธียว 3:16 จากนั้นเปาโลอ้างถึงลักษณะที่สามแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ โดยบอกว่า พระเยซู “ทรงปรากฏแก่เหล่าทูตสวรรค์.” ทูตสวรรค์เหล่านี้คือใคร? เกี่ยวกับพระเยซูซึ่งขณะนี้ “ถูกทำให้มีชีวิตในสภาพเป็นวิญญาณ” เปโตรเขียนที่ 1 เปโตร 3:19, 20, (ล.ม.) ดังนี้ “ในสภาพเช่นนี้ด้วย พระองค์ได้เสด็จไปและประกาศแก่พวกวิญญาณในคุก ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งไม่เชื่อฟังคราวเมื่อความอดกลั้นพระทัยของพระเจ้ารออยู่ในสมัยโนฮา.” ตามพระธรรมยูดาข้อ 6 (ล.ม.) วิญญาณเหล่านั้นได้แก่ “ทูตสวรรค์ . . . ที่ไม่ได้รักษาตำแหน่งดั้งเดิมของตน แต่ได้ละทิ้งสถานที่อยู่อันควรของตน” ในสวรรค์. ทูตเหล่านั้นได้แปลงกายเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อเพื่อจะร่วมเพศสัมพันธ์อย่างผิด ๆ กับผู้หญิง. เมื่อเกิดน้ำท่วมโลก ทูตสวรรค์เหล่านั้นจึงจำต้องกลับไปสู่แดนวิญญาณและถูกผลักลงไปสู่ทาร์ทารัส สภาพตกต่ำที่สุด. (2 เปโตร 2:4) พระเยซูผู้คืนพระชนม์แล้วได้ประกาศแก่ทูตเหล่านี้. แต่เป็นข่าวแห่งความรอดไหม? ไม่ใช่แน่นอน! ในทางตรงกันข้าม พระเยซูทรงประณามความชั่วช้าของเขาว่าเป็นสิ่งตรงข้ามกับความเลื่อมใสในพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง. พลไพร่ของพระเจ้าสมัยนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม ซึ่งทำเล่น ๆ กับการผิดศีลธรรมทางเพศควรถือเอาคำประกาศตัดสินทูตสวรรค์เหล่านั้นเป็นการเตือนสติ!
14. การประกาศเรื่องพระเยซู “ท่ามกลางนานาชาติ” เริ่มขึ้นอย่างไร?
14 ลักษณะที่สี่แห่ง 1 ติโมเธียว 3:16 ระบุว่า พระเยซู “ได้รับการประกาศถึงท่ามกลางนานาชาติ.” เรื่องนี้สำเร็จแล้วอย่างไร? ไม่นานก่อนพระองค์ถูกจับกุม พระเยซูทรงกำชับพวกอัครสาวกดังนี้ “เราบอกท่านทั้งหลายตามจริงว่า ผู้ที่วางใจในเรา กิจการซึ่งเรากระทำนั้นเขาจะกระทำด้วย และเขาจะกระทำการใหญ่กว่านั้นอีก เพราะเราไปถึงพระบิดาของเรา.” (โยฮัน 14:12) ภายหลังจากนั้นไม่เท่าไร ในวันเพ็นเตคอสเตปีสากลศักราช 33 พระเยซูก็ได้หลั่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาสู่บรรดาสาวกของพระองค์ และข่าวอันน่าตื่นเต้นที่ว่า “พระเยซูนี้พระเจ้าทรงบันดาลให้คืนพระชนม์” ก็เริ่มประกาศออกไปถึงชาวยิว. ต่อมา ชาวซะมาเรียได้รับรองเอาพระคำของพระเจ้าและเริ่มได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์. (กิจการ 2:32; 8:14-17) ครั้นมาในปี 36 สากลศักราช เปโตรได้ประกาศแก่โกระเนเลียวกับคนอื่นซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ได้ชุมนุมกันในบ้านของเขา. ฉะนั้น ข่าวดีจึงเริ่มได้รับ “การประกาศถึงท่ามกลางนานาชาติ” หมายถึงประกาศไปถึงคนที่ไม่ใช่ยิว ซึ่งพวกเขาก็ได้รับการเจิมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน.
15. อะไรเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันว่า คริสเตียนสมัยศตวรรษแรกมีความเข้าใจข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าเป็นอย่างดี?
15 ดังรายงานที่แจ้งไว้ในกิจการ 12:24 “คำของพระยะโฮวาก็ยังแผ่เจริญมากขึ้น.” กิจการ 17:6 กล่าวว่า ผู้ขัดขวางในประเทศกรีซตอนเหนือได้ร้องตะโกน เหมือนที่เขาทำจนกระทั่งทุกวันนี้ว่า “คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำแผ่นดินได้มาที่นี่ด้วย.” ภายในเวลาสามสิบปี เปาโลสามารถเขียนจดหมายจากกรุงโรมได้ว่า ข่าวดี “ได้ประกาศแล้วแก่มนุษย์ทุกคนที่อยู่ใต้ฟ้า.” (โกโลซาย 1:23) คริสเตียนสมัยนั้นเข้าใจข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าได้อย่างถ่องแท้. คนเหล่านั้นช่างประพฤติด้วยใจร้อนรนสมกับความเข้าใจของเขาเสียจริง ๆ! และขอให้พวกเราจงเรียนรู้และปฏิบัติตามความรู้ในสมัยที่การประกาศเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงจุดสุดยอด!
16. ลักษณะที่ห้าแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ได้แก่อะไร และกิจกรรมอะไรทำให้แง่นี้ปรากฏชัด?
16 เพื่อให้ตรงกับเรื่องการประกาศในสมัยศตวรรษแรก ลักษณะที่ห้าแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกล่าวไว้ที่ 1 ติโมเธียว 3:16 ได้ปรากฏอย่างเด่นชัด. บัดนี้พระเยซู “ได้รับความเชื่อถือในโลก.” ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากพวกมิชชันนารีที่ปฏิบัติเยี่ยงพระคริสต์ในด้านความเลื่อมใสในพระเจ้า รวมทั้งเปาโลและติโมเธียว. พวกเขาได้นำข่าวดีไปประกาศในเอเชียน้อยและที่ยุโรป อาจไปถึงสเปนด้วยซ้ำ และเข้าไปถึงแอฟริกาซีกตะวันออกโดยการพูดให้คำพยานของชาวเอธิโอเปียคนนั้นที่รับบัพติสมา ขณะที่เปโตรได้ปฏิบัติงานในบาบูโลน.
17. ทำไมทั่วโลกสมัยปัจจุบันมีคนเชื่อในพระเยซู?
17 สมัยนี้ล่ะเป็นอย่างไร? ตั้งแต่ปี 1919 ชนที่เหลือผู้ถูกเจิมได้ประพฤติเป็นตัวอย่างเกี่ยวด้วยความเลื่อมใสในพระเจ้าอยู่เรื่อยมา. ผู้ถูกเจิมเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อไว้อย่างมั่นคงบนรากฐานที่พระเยซูได้ทรงวางไว้แล้ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 1935 พวกเขาเริ่มดำเนินการรวบรวมมหาชนเข้ามา ซึ่งเป็นผู้ที่ยินดีในความหวังว่าจะผ่าน “ความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง” แล้วได้รับชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินโลกที่เป็นอุทยาน. (วิวรณ์ 7:9, 14) ด้วยเหตุนี้ ข่าวดีซึ่งรวมจุดอยู่ที่พระเยซูจึงมีผู้คนเชื่อถือทั่วโลกสมัยปัจจุบัน. ด้วยความเลื่อมใสในพระเจ้า เวลานี้พยานพระยะโฮวามากกว่าสามล้านเจ็ดแสนคนกำลังทำการประกาศและเจริญรุ่งเรืองอยู่ทั่วโลก!
18. พระเยซู “ถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี” โดยวิธีใด?
18 ยังมีอีกลักษณะหนึ่งเกี่ยวด้วยข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นประการที่หก: คือพระเยซู “ถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี.” ระหว่าง 40 วันหลังจากถูกทำให้มีชีวิตในสภาพเป็นวิญญาณ พระเยซูได้จำแลงกายเป็นมนุษย์ ปรากฏแก่บรรดาสาวกและทรงสั่งสอนเขา “ถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า.” แล้วพระองค์ได้เสด็จสู่สวรรค์. (กิจการ 1:3, 6–9) ดังนั้น คำอธิษฐานของพระองค์ ดังบันทึกไว้ที่โยฮัน 17:1-5 ได้รับคำตอบแล้วที่ว่า “พระบิดาเจ้าข้า . . . ขอโปรดให้พระบุตรของพระองค์มีเกียรติยศ เพื่อพระบุตรจะถวายเกียรติยศแก่พระองค์ . . . ข้าพเจ้าได้ถวายเกียรติยศแก่พระองค์ในโลก . . . เดี๋ยวนี้พระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดให้ข้าพเจ้ามีเกียรติยศจำเพาะพระพักตร์พระองค์ คือเกียรติยศซึ่งข้าพเจ้าได้มีกับพระองค์ในกาลก่อน.”
19. การที่พระเยซูเสด็จกลับสวรรค์คงต้องได้รับการต้อนรับอย่างไร?
19 การที่พระเยซูกลับสู่สวรรค์คงต้องได้ก่อความชื่นชมยินดีอย่างใหญ่หลวงอะไรเช่นนั้น! ตั้งแต่บรรพกาล เมื่อพระยะโฮวาได้วางรากแผ่นดินโลก “เหล่าบุตรของพระเจ้าส่งเสียงแสดงความยินดี.” (โยบ 38:7) จะยิ่งกว่านั้นเพียงใดที่เหล่าทูตสวรรค์คงแสดงความชื่นชมยินดีเหลือหลายเมื่อผู้ซึ่งซื่อสัตย์เป็นเลิศต่อพระยะโฮวาองค์บรมมหิศรกลับมาอยู่ท่ามกลางพวกเขาอีก!
20. เพราะเหตุใดพระเยซูจึงได้รับพระนามเยี่ยมยอดเช่นนั้น และพระเยซูได้ทำอะไรขณะที่พระองค์อยู่ในโลก?
20 เปาโลกล่าวถึงพระเยซูผู้มีชัยที่เฮ็บราย 1:3, 4 ดังนี้: “เมื่อพระองค์ได้ทรงชำระความบาปของเราเสร็จแล้ว ก็ได้ประทับข้างขวาพระหัตถ์ผู้ทรงเดชานุภาพเบื้องบน. พระองค์ทรงดีเยี่ยมกว่าทูตสวรรค์มาก ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงรับพระนามที่เยี่ยมกว่าพวกทูตนั้นเป็นมรดก.” พระคริสต์ได้รับพระนามนั้น เพราะพระองค์ทรงมีชัยชนะความอธรรม. พระบุตรองค์นี้ของพระเจ้าเป็นผู้แรกที่เบิกทางแห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าบนแผ่นดินโลก. นอกจากนี้ พระองค์ทรงวางแบบอย่างแก่บรรดาผู้ที่จะบรรลุชีวิตนิรันดร์. ด้วยการที่พระเยซูได้รับเกียรติยศประทับเบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้าในสวรรค์เช่นนี้ ทุกแง่ทุกประการแห่งข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้จึงได้รับการเปิดเผยออกมาอย่างชัดแจ้ง.
-
-
การเรียนรู้ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าหอสังเกตการณ์ 1990 | มกราคม 15
-
-
การเรียนรู้ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า
“แม้แต่พระคริสต์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ทรงวางแบบอย่างไว้ให้ท่าน เพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์อย่างใกล้ชิด.”—1 เปโตร 2:21, ล.ม.
1. พระยะโฮวาทรงมีจุดมุ่งหมายอะไรในเรื่อง ‘ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า’?
“ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้านี้” ไม่เป็นสิ่งลึกลับอีกต่อไป! (1 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.) ช่างแตกต่างเพียงไรกับความลึกลับของศาสนาเท็จ เช่น ตรีเอกานุภาพอันลึกลับซึ่งยังคงลึกลับอยู่! ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้. แต่ตรงกันข้าม พระยะโฮวาทรงประสงค์ให้ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์นี้ซึ่งเผยออกมาในตัวบุคคลคือพระเยซูคริสต์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากที่สุด. พระเยซูเองทรงเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของผู้ประกาศราชอาณาจักรของพระเจ้าซึ่งทำงานอย่างกระตือรือร้น. เราสามารถเรียนได้มากจากแก่นข่าวและวิธีการประกาศของพระองค์ ดังเราจะได้เห็นต่อไป.
2. ทำไมงานรับใช้ของพระเยซูมาก่อนค่าไถ่? (มัดธาย 20:28)
2 ขอให้เราพิจารณาต่อไปว่าด้วยพระเยซู “ถูกส่งมาให้ปรากฏเป็นเนื้อหนัง.” (1 ติโมเธียว 3:16, ล.ม.) เราอ่านที่มัดธาย 20:28 ว่าพระเยซู “มิได้มาเพื่อให้เขาปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขาและประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก.” ทั้งนี้พระองค์ทรงถือว่า การปฏิบัติรับใช้ต้องมาก่อนค่าไถ่. ทำไมเป็นอย่างนั้น? เมื่อย้อนไปสมัยสวนเอเดน ซาตานเจ้าเล่ห์ได้คัดค้านสิทธิอันถูกต้องแห่งพระบรมเดชานุภาพของพระยะโฮวาเหนือมนุษยชาติ โดยบอกเป็นนัยว่า สรรพสิ่งซึ่งพระเจ้าได้สร้างขึ้นนั้นมีข้อบกพร่อง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถรักษาความซื่อสัตย์มั่นคงต่อพระเจ้าองค์สูงสุดได้เมื่อตกอยู่ในภาวะยากลำบาก. (เทียบกับโยบ 1:6-12; 2:1-10.) การรับใช้ของพระเยซูอย่างปราศจากตำหนิ ในฐานะมนุษย์สมบูรณ์ “อาดามผู้ซึ่งมาภายหลัง” ได้แสดงว่า ซาตานผู้ท้าทายนั้นเป็นตัวโกหกชั่วร้ายจริง. (1 โกรินโธ 15:45) ยิ่งกว่านั้น พระเยซูได้พิสูจน์คุณสมบัติของพระองค์ที่จะทำหน้าที่เป็น “ผู้นำองค์เอกและเป็นผู้ช่วยให้รอด” อย่างเต็มที่และที่จะ “พิพากษาโลกตามความชอบธรรม” เพื่อเป็นการชันสูตรเชิดชูพระบรมเดชานุภาพของพระยะโฮวา.—กิจการ 5:31; 17:31.
3. พระเยซูได้หักล้างคำท้าของซาตานโดยสิ้นเชิงอย่างไร?
3 พระเยซูได้ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาเชิงเยาะเย้ยของซาตานนั้นไม่เป็นความจริง! ประวัติศาสตร์ทุกสมัยแสดงว่า ไม่มีมนุษย์ในโลกนี้ได้รับใช้พระเจ้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเต็มขนาดเหมือนพระคริสต์—แม้จะมีการเยาะเย้ย การโบยตี และการทรมานทั้งทางกายและใจ. พระคริสต์ในฐานะพระบุตรของพระเจ้าต้องทนรับการหมิ่นประมาทที่หยาบคาย. พระองค์ทนรับเอาทุกอย่าง—กระทั่งการตายอย่างทารุณและน่าอับอาย—แต่พระองค์ยืนหยัดมั่นคง ไม่หวั่นไหวในการรักษาความซื่อสัตย์ต่อพระบิดาของพระองค์. ที่พระธรรมฟิลิปปอย 2:8, 9 เปาโลเขียนว่า เพราะพระเยซูทรงเชื่อฟัง ‘กระทั่งยอมวายพระชนม์ ทรงสิ้นพระชนม์บนหลักทรมาน แล้วพระเจ้าทรงยกย่องและประทานนามอันยิ่งใหญ่เหนือนามชื่อทั้งปวงให้แก่พระองค์.’ พระเยซูได้ทรงเปิดโปงซาตานว่าเป็นตัวมุสาอันร้ายกาจยิ่งนัก!
4. ทำไมพระเยซูสามารถตอบปีลาตได้ว่า พระองค์เข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานถึงความจริง?
4 ดังนั้น ตอนเสร็จสิ้นงานประกาศสั่งสอนอย่างคร่ำเคร่งชั่วระยะเพียงไม่กี่ปี พระเยซูสามารถให้การด้วยความกล้าหาญต่อปอนเตียวปีลาตว่า “ท่านว่าถูกแล้วว่าเราเป็นกษัตริย์. เพราะเหตุนี้เราจึงบังเกิดมาและเข้ามาในโลก เพื่อเราจะเป็นพยานถึงความจริง. คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายความจริงย่อมฟังเสียงของเรา.” (โยฮัน 18:37) พระเยซูได้ทรงแสดงความเลื่อมใสอย่างดีเยี่ยมด้วยการประกาศความจริงแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้าตลอดทั่วดินแดนปาเลสไตน์. พระองค์ทรงฝึกอบรมสาวกของพระองค์ให้เป็นผู้ประกาศที่ทำงานอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน. ตัวอย่างของพระองค์ช่างกระตุ้นพวกเราสมัยนี้เสียจริง ๆ ที่จะเจริญรอยตามพระองค์!
เรียนจากผู้ที่เป็นแบบอย่างของเรา
5. เราอาจจะเรียนอะไรได้ในเรื่องความเลื่อมใสในพระเจ้าโดยการมองเขม้นไปที่พระเยซู?
5 โดยที่พวกเรามีความเลื่อมใสในพระเจ้ากระทำตามพระทัยของพระยะโฮวา พวกเราก็เช่นกันจะพิสูจน์พญามารเป็นผู้มุสา. ไม่ว่าเราประสบความทุกข์ยากอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีความทุกข์ยากใด ๆ จะเท่าเทียมกับความปวดร้าวและความอัปยศที่พระเยซูทรงประสบมาแล้ว. ดังนั้น ขอให้เราเรียนจากพระองค์ผู้ซึ่งเราถือเป็นแบบอย่าง. ดังที่เฮ็บราย 12:1, 2 (ล.ม.) สนับสนุน ให้เราวิ่งด้วยความเพียรพยายาม “ขณะที่เรามองเขม้นไปที่พระเยซู ผู้นำองค์เอกและผู้ปรับปรุงความเชื่อของเราให้สมบูรณ์พร้อมทุกประการนั้น.” ต่างกันกับอาดาม ผู้ซึ่งเมื่อถูกทดลองก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าตนมีความเลื่อมใสในพระเจ้า พระเยซูจึงกลายมาเป็นผู้เดียวบนแผ่นดินโลกซึ่งทนรับการพิสูจน์ทดลองทุกอย่างได้ดีเยี่ยม. กระทั่งสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงพิสูจน์ตน “บริสุทธิ์ ปราศจากอุบาย ไม่มีมลทิน ต่างจากคนบาปทั้งปวง.” (เฮ็บราย 7:26) ด้วยความซื่อสัตย์มั่นคงไม่มีที่ติได้ พระองค์สามารถตรัสแก่ศัตรูของพระองค์ดังนี้: “ใครในพวกท่านยืนยันได้ว่าเราทำผิด?” พระเยซูทรงลบล้างคำท้าทายของซาตานเสียโดยแถลงว่า “ผู้ครองโลก . . . ไม่มีสิทธิอะไรเหนือเรา.” และเมื่อทรงสรุปการสนทนาครั้งสุดท้ายกับบรรดาสาวกก่อนจะมีการหักหลังพระองค์แล้วถูกจับกุม พระองค์กำชับพวกเขาว่า “จงกล้าหาญเถิด เราชนะโลกแล้ว.”—โยฮัน 8:46; 14:30; 16:33.
6. (ก) ทำไมพระเยซูทรงทราบว่า ความสดชื่นแบบไหนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์? (ข) พระเยซูทรงแสดงความเกรงกลัวพระเจ้าถึงขีดไหน?
6 ขณะที่พระเยซูทรงสภาพเป็นมนุษย์อยู่ในโลก พระองค์ประสบสิ่งต่าง ๆ อันพึงเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ซึ่ง “ต่ำกว่าทูตสวรรค์หน่อยหนึ่ง.” (เฮ็บราย 2:7) พระองค์ได้มารู้จักคลุกคลีกับความอ่อนแอเยี่ยงมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นกษัตริย์และเป็นผู้พิพากษาทำการปกครองมนุษย์นานถึงหนึ่งพันปี. พระบุตรองค์นี้ของพระเจ้าซึ่งตรัสว่า “บรรดาผู้ที่ทำงานหนักและมีภาระมาก จงมาหาเรา และเราจะทำให้เจ้าทั้งหลายสดชื่น” ทรงตระหนักดีว่า มนุษยชาติต้องการความสดชื่นแบบไหน. (มัดธาย 11:28) เฮ็บราย 5:7-9 ว่าดังนี้: “ขณะเมื่อพระองค์ดำรงอยู่ในเนื้อหนัง พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำวิงวอนด้วยทรงพระกันแสงมากมาย และน้ำพระเนตรไหล คือถวายแก่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อาจที่จะช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าได้ทรงฟังเพราะพระองค์นั้นได้ยำเกรง. ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรแล้ว พระองค์ยังได้ทรงเรียนรู้จักที่จะนอบน้อมยอมฟังนั้นโดยความยากลำบากที่พระองค์ได้ทนเอา และเมื่อถึงที่สำเร็จแล้ว [ด้วยความเชื่อฟัง] พระองค์ก็เลยทรงเป็นผู้เริ่มจัดความรอดนิรันดร์ให้แก่คนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์.” พระเยซูไม่ทรงสะทกสะท้าน แม้นว่าพระองค์จำต้องอดทนถึงขีดสุดกระทั่งประสบพิษสงของความตายเมื่อซาตานทำให้ “ส้นเท้าฟกช้ำ.” (เยเนซิศ 3:15) เหมือนพระเยซู ขอให้เรามีใจยำเกรงด้วยความเลื่อมในพระเจ้าอยู่เสมอ แม้จะต้องตายหากจำเป็น ด้วยมั่นใจว่า พระยะโฮวาจะสดับคำวิงวอนของเราแล้วโปรดให้เราได้ความรอด.
‘มีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม’
7. ตามที่กล่าวใน 1 เปโตร 2:21-24 พระเยซูทรงวางแบบอย่างอะไรให้เราติดตาม และแนวทางของพระองค์น่าจะกระทบกระเทือนพวกเราอย่างไร?
7 ขณะที่ทรงปรากฏเป็นเนื้อหนัง พระเยซูได้ทรงเปิดเผยอย่างซื่อสัตย์ถึงความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า. เราอ่านที่ 1 เปโตร 2:21-24 (ล.ม.) ดังนี้: “เพราะแม้แต่พระคริสต์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ทรงวางแบบอย่างไว้ให้ท่านเพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์อย่างใกล้ชิด. พระองค์มิได้ทรงกระทำบาป คำหลอกลวงก็ไม่มีในพระโอษฐ์ของพระองค์. เมื่อพระองค์ถูกด่า พระองค์ไม่ทรงด่าตอบ. เมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมาน พระองค์มิได้ขู่เข็ญ แต่ทรงมอบตัวไว้กับพระองค์นั้นที่ทรงพิพากษาด้วยความชอบธรรมนั้นต่อ ๆ ไป. พระองค์เองทรงรับความบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์เองบนหลัก เพื่อเราทั้งหลายจะได้หมดเรื่องกับความบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม.” ขณะที่เราใคร่ครวญแนวทางของพระเยซู เราได้รับแรงกระตุ้นเพียงไรเพื่อมุ่งติดตามความเลื่อมใสในพระเจ้า รักษาความซื่อสัตย์มั่นคงตลอดไป และมีชีวิตเพื่อความชอบธรรมอย่างพระองค์!
8. เราจะดำเนินชีวิตเพื่อความชอบธรรมได้อย่างไรเหมือนที่พระเยซูทรงกระทำ?
8 พระเยซูทรงมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรมอย่างแท้จริง. บทเพลงสรรเสริญ 45:7 พยากรณ์ถึงพระองค์ดังนี้: “พระองค์ได้ทรงรักความยุติธรรมและทรงเกลียดความอสัตย์อธรรม.” โดยการนำถ้อยคำเหล่านี้ไปใช้กับพระเยซู อัครสาวกเปาโลกล่าวไว้ที่เฮ็บราย 1:9 ว่า “พระองค์ได้ทรงรักความชอบธรรม และได้ทรงเกลียดชังการอธรรม.” เมื่อคำนึงถึงความเข้าใจของเราเกี่ยวด้วยข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าเช่นนี้ ขอให้พวกเราจงเป็นเหมือนพระเยซูเสมอ คือรักความชอบธรรมและเกลียดการอธรรม. ในเรื่องศีลธรรมแบบคริสเตียนซึ่งสมัยนี้ตกอยู่ภายใต้การจู่โจมอย่างดุเดือดโดยโลกของซาตาน และในการติดต่อเกี่ยวข้องกับผู้คนทั้งภายในและภายนอกองค์การของพระเจ้านั้น จงให้เราปลงใจจะดำเนินชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม ยึดมั่นกับหลักการอันถูกต้องของพระยะโฮวา. และขอให้เรารับเอาพระคำของพระเจ้าเป็นอาหารบำรุงเลี้ยงอยู่เรื่อย ๆ เพื่อจะมีความหยั่งเห็นเข้าใจทางของพระเจ้าซึ่งสำคัญยิ่งต่อการต้านทานพญามารและอุบายของมัน!
9. อะไรที่เพิ่มเข้ามาซึ่งทำให้พระเยซูร้อนรนในงานรับใช้ และทั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไรเมื่อนึกถึงผู้เลี้ยงจอมปลอมในศาสนาเท็จ?
9 มีมูลเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ได้กระตุ้นพระเยซูให้ปฏิบัติงานรับใช้ด้วยความร้อนรน. มูลเหตุนั้นได้แก่อะไร? เราอ่านจากมัดธาย 9:36 ดังนี้ “แต่เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงพระกรุณาเขา ด้วยเขาอิดโรยกระจัดกระจายไปดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง.” ฉะนั้นพระเยซู “จึงสั่งสอนเขาเป็นหลายข้อหลายประการ.” (มาระโก 6:34) งานนี้จำเป็นต้องรวมเอาการเปิดโปงความชั่วร้ายและการละเมิดกฎหมายของผู้นำจอมปลอมฝ่ายศาสนาเข้าไปด้วย. ตามที่กล่าวในมัดธาย 15:7-9 พระเยซูได้ตรัสกับคนจำพวกนี้บางคนว่า “คนหน้าซื่อใจคด ยะซายาได้พยากรณ์ถึงพวกเจ้าถูกแล้วว่า ‘คนเช่นนี้นับถือเราด้วยริมฝีปาก แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา. เขาปฏิบัติเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาคำของมนุษย์สอนว่าเป็นพระบัญญัติ.’”
ความลึกลับอันน่าสลดใจ
10. สมัยนี้ “ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกนอกกฎหมาย” รวมจุดอยู่ที่ผู้ใด และพวกเขามีความผิดสถานใด?
10 พระเยซูทรงกล่าวต่อต้านพวกผู้นำศาสนาจอมปลอมเหล่านั้นฉันใด พวกเราสมัยนี้ก็รู้สึกสลดใจกับความลึกลับซึ่งต่างกันมากกับข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าฉันนั้น. ที่ 2 เธซะโลนิเก 2:7 (ล.ม.) เปาโลเรียกสิ่งนี้ว่า “ข้อลึกลับแห่งการนอกกฎหมาย.” มันเป็นข้อลึกลับในสมัยศตวรรษที่หนึ่ง เพราะว่าข้อลึกลับนั้นยังจะไม่เป็นที่เปิดเผยกระทั่งอีกนานต่อมาภายหลังการสิ้นชีวิตของพวกอัครสาวก. ทุกวันนี้ความลึกลับนี้รวมจุดอยู่ที่นักศาสนาแห่งคริสต์ศาสนจักร ซึ่งฝักใฝ่สนใจการเมืองยิ่งเสียกว่าการประกาศกิตติคุณแห่งราชอาณาจักรอันชอบธรรมของพระเจ้า. ในท่ามกลางพวกเขาความหน้าซื่อใจคดมีอย่างดาษดื่น. อาทิ นักเทศน์ทางทีวีจากหลายนิกายแห่งลัทธิโปรเตสแตนท์เป็นตัวอย่างที่ครึกโครมมากเช่น: เป็นคนปลิ้นปล้อนหลอกลวงฝูงแกะของตัวเอง สร้างฐานอำนาจให้ตัวเองด้วยเงินหลายล้านดอลลาร์ คบโสเภณี เมื่อมีการเปิดโปงความผิดของตัวเองก็แกล้งทำร้องไห้ และขอรับเงินบริจาคไม่หยุดหย่อนเท่าไรก็ไม่พอ. กรุงวาติกันแห่งลัทธิโรมันคาทอลิกก็ทำให้เห็นภาพอันน่ารังเกียจพอ ๆ กันด้วยการเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไม่มียางอาย มีท่าทางที่ชอบอวดอ้าง และดำเนินธุรกิจด้านธนาคารอย่างฟอนเฟะ.
11. อะไรจะเกิดขึ้นแก่นักเทศน์นักบวชแห่งคริสต์ศาสนจักรและทั่วบาบูโลนใหญ่?
11 ไม่แปลกที่มีการชี้ตัวชนชั้นนักเทศน์นักบวชแห่งคริสต์ศาสนจักรว่าเป็น “คนนอกกฎหมาย”! (2 เธซะโลนิเก 2:3) ส่วนนี้อันขึ้นชื่อแห่งบาบูโลนใหญ่เยี่ยงหญิงแพศยาจะถูกเปิดโปงเต็มที่แล้วจะถูกทำลายให้พินาศไปพร้อมกับส่วนอื่น ๆ ทั้งหมดของศาสนาเท็จ. ดังที่เราอ่านที่วิวรณ์ 18:9-17 ว่า คราวนั้นบรรดานักการเมืองและพวกพ่อค้า (รวมทั้งนักการธนาคารของเขา) จะพิลาปร่ำไห้ร้อง “วิบัติ วิบัติ แก่เมืองบาบูโลนเมืองใหญ่!” บาบูโลนใหญ่พร้อมกับสิ่งลึกลับของเมืองนี้จะถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก ต่างกันอย่างลิบลับกับทุกสิ่งที่ให้ความสว่างเกี่ยวกับความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า.
12. ความรักที่พระเยซูมีต่อความชอบธรรมเป็นแรงกระตุ้นให้พระองค์ทำสิ่งใด?
12 ความรักของพระเยซูที่มีต่อความชอบธรรมและการเกลียดความอธรรมได้ทำให้พระองค์ทุ่มเทพลังเต็มที่เพื่อการนมัสการแท้. คราวที่พระองค์เสด็จเยือนยะรูซาเลมครั้งแรกฐานะพระบุตรที่ได้รับการเจิม พระองค์ทรงขับไล่พ่อค้าและคนรับแลกเงินออกไปจากพระวิหารและตรัสสั่งว่า “จงเอาสิ่งของเหล่านี้ไปเสีย! อย่าทำโบสถ์ของพระบิดาเราให้เป็นที่ค้าขาย!” (โยฮัน 2:13-17) ต่อมาเมื่อเสด็จไปที่พระวิหารอีก พระเยซูได้ตรัสแก่ชาวยิวที่ต่อต้านพระองค์ดังนี้: “ท่านทั้งหลายมาจากมารซึ่งเป็นพ่อของท่าน และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อของท่าน. มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่เดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในความจริง เพราะความจริงมิได้อยู่ในมัน. เมื่อมันพูดมุสา มันก็พูดแต่ตัวมันเอง ด้วยว่า มันเป็นช่างมุสา และเป็นพ่อของการมุสานั้น.” (โยฮัน 8:44) พระเยซูแสดงความกล้าอย่างแท้จริงเมื่อตราหน้านักศาสนาเหล่านั้นว่าเขาเป็นผู้มุสาและเป็นลูกของพญามาร!
13. (ก) ความเกลียดชังของพระเยซูต่อการละเลยกฎหมายนั้นได้แสดงออกในโอกาสไหนเป็นพิเศษ? (ข) ทำไมนักเทศน์ที่ละเลยกฎหมายจึงสมควรถูกตัดสินเช่นเดียวกับพวกอาลักษณ์และฟาริซายที่ถูกพระเยซูประณาม?
13 การแสดงความเกลียดชังของพระเยซูต่อการชั่วอธรรมเช่นนั้นไม่มีครั้งใดจะดียิ่งไปกว่าการประจานพวกอาลักษณ์และฟาริซายที่ชั่วร้าย ดังบันทึกในมัดธายบท 23. ที่นั่น พระองค์ตรัสคำ “วิบัติ” ถึงเจ็ดหน เปรียบพวกเขาเป็น ‘อุโมงค์ศพฉาบปูนขาว—เต็มด้วยสิ่งอุจาดทุกชนิด ความหน้าซื่อใจคด และการละเลยกฎหมาย.’ พระเยซูทรงประสงค์จะช่วยคนยากจนที่ถูกพวกนอกกฎหมายกดขี่ให้หลุดพ้นสักเพียงไร! พระองค์ทรงร้องเสียงดังว่า “โอยะรูซาเลม ยะรูซาเลม . . . เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนือง ๆ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน! แต่เจ้าไม่ยอม. นี่แหละ! เรือนของเจ้าก็ถูกปล่อยให้ร้างตามลำพังเจ้า!” (ข้อ 37, 38) นักเทศน์นอกกฎหมายสมัยนี้สมควรถูกตัดสินอย่างเดียวกัน เพราะตามถ้อยคำใน 2 เธซะโลนิเก 2:12 ‘เขาไม่เชื่อความจริง แต่ยินดีในการอธรรม.’ การที่พวกเขาละเลยกฎหมายนั้นตรงข้ามทีเดียวกับความเลื่อมใสในพระเจ้าซึ่งพระเยซูทรงสำแดงให้ปรากฏแล้วอย่างซื่อสัตย์ขณะพระองค์ยังอยู่ที่แผ่นดินโลก.
ประกาศการพิพากษาที่มาจากพระเจ้า
14. การหยั่งรู้ค่าข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าน่าจะกระตุ้นเราให้ทำอะไร?
14 ความหยั่งรู้ค่าของเราต่อข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้านั้นน่าจะนำเราให้เจริญรอยตามพระเยซูอย่างใกล้ชิดเสมอ. พวกเราควรร้อนรนเหมือนพระองค์ในการประกาศสิ่งที่ยะซายา 61:2 พรรณนาว่า “วันเดือนปีที่พระเจ้าทรงโปรดปราน และวันแห่งความแก้แค้นของพระยะโฮวา.” และขอให้พวกเราร้อนรนทำส่วนของเราเพื่อ “เล้าโลมคนโศกเศร้า.” เช่นเดียวกับพระเยซูเมื่ออยู่ในโลก พวกเราทุกวันนี้จำต้องมีความกล้าที่จะประกาศการพิพากษาของพระยะโฮวา รวมทั้งข่าวสำคัญที่ผ่านมาทางบทความต่าง ๆ ในวารสารหอสังเกตการณ์ และในหนังสือพระธรรมวิวรณ์—ใกล้บรรลุจุดสุดยอดแล้ว! เราต้องประกาศสั่งสอนด้วยความกล้าและอย่างผ่อนหนักผ่อนเบา ปรุงวาจาของเรา “ด้วยเกลือ” เพื่อดึงดูดใจคนที่โน้มเอียงเข้าหาความชอบธรรม. (โกโลซาย 4:6) เมื่อเราได้เรียนรู้จากตัวอย่างของพระเยซูเกี่ยวกับความเลื่อมใสในพระเจ้าแล้ว ในเวลาอันควรขอให้เราสามารถจะรายงานได้ว่า เรากระทำการงานที่พระยะโฮวาทรงมอบไว้แก่เรานั้นสำเร็จแล้ว.—มัดธาย 24:14; โยฮัน 17:4.
15. เกี่ยวข้องกับข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ได้เกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ปี 1914?
15 ระหว่างการปรากฏเป็นเนื้อหนัง พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีอะไรเช่นนั้น! ข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้าสำเร็จเป็นจริงในพระองค์อย่างชัดแจ้งเพียงไร! พระองค์ช่างกล้าหาญเสียนี่กระไรในการประกาศพระนามของพระยะโฮวา! และเป็นสิ่งน่าพิศวงอะไรเช่นนั้นเมื่อพระบิดาของพระเยซูประทานรางวัลแก่พระองค์เนื่องจากพระองค์ทรงธำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์มั่นคง! แต่มีอีกบางอย่างเกี่ยวด้วยข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. ตั้งแต่ปีสากลศักราช 1914 เราเข้ามาถึงยุคที่เรียกว่า “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า.” (วิวรณ์ 1:10) ดังที่กล่าวในวิวรณ์ 10:7 นั้น บัดนี้ ‘ความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าตามข่าวดีได้มาถึงที่สำเร็จ.’ เสียงดังในสวรรค์ได้ประกาศว่า “อาณาจักรของโลกนี้กลายเป็นอาณาจักรแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา [พระยะโฮวา] และของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองเป็นกษัตริย์ตลอดไป.” (วิวรณ์ 11:15, ล.ม.) พระยะโฮวาทรงสถาปนากษัตริย์มาซีฮาซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์ให้ประทับบัลลังก์อันรุ่งโรจน์เพื่อจะปกครองร่วมกับพระองค์!
16. พระเยซูคริสต์ มหากษัตริย์ผู้ซึ่งเพิ่งประทับบัลลังก์ได้แสดงโดยวิธีใดว่า พระองค์ทรงคำนึงถึงความชอบธรรมในสวรรค์?
16 เนื่องจากทรงปกครองกับพระเจ้าในราชอาณาจักรซึ่งกำเนิดขึ้นใหม่ พระเยซูได้รับฉายาว่ามิคาเอล (หมายความ “ผู้ใดจะเหมือนพระเจ้า?”). ไม่มีผู้คิดกบฏคนไหนจะทำตัวเหมือนพระเจ้าได้ และกษัตริย์ซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์ทรงสำแดงให้เห็นเรื่องนี้ทันทีโดยการเหวี่ยงซาตาน งูตัวแรกเดิมพร้อมทั้งบริวารของมันลงมาอยู่ที่แผ่นดินโลก. (วิวรณ์ 12:7-9) ถูกแล้ว พระเยซูทรงคำนึงถึงความชอบธรรมในสวรรค์อย่างที่พระองค์เคยแสดงความเลื่อมใสในพระเจ้าขณะที่อยู่บนแผ่นดินโลก. พระเยซูคริสต์ผู้ได้รับสง่าราศีจะไม่ทรงพักอยู่เฉย ๆ จนกว่าพระองค์จะได้กำจัดกวาดล้างศาสนาเท็จและองค์การของซาตานที่ประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์ให้หมดไป.
17. ตั้งแต่ปี 1914 มีเหตุการณ์อะไรซึ่งสำเร็จเป็นจริงตามคำพยากรณ์ที่มัดธาย 25:31-33?
17 ตั้งแต่ปี 1914 ความสมจริงตามคำพยากรณ์ของพระเยซูเองซึ่งตรัสไว้ที่มัดธาย 25:31-33 (ล.ม.) ก็ได้ฉายแสงสว่างเจิดจ้าเกี่ยวกับข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า. พระเยซูทรงแถลงว่า “เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยสง่าราศีของพระองค์ พร้อมด้วยหมู่ทูตสวรรค์ทั้งสิ้น ครั้นแล้วพระองค์จะทรงประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์ของพระองค์. และบรรดาชนนานาชาติจะถูกรวบรวมเข้ามาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกผู้คนออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ. และพระองค์จะทรงแยกแกะไว้ทางขวาพระหัตถ์ของพระองค์ แต่ฝ่ายแพะพระองค์แยกไว้ทางซ้าย.” จากที่สูงในสวรรค์ มหากษัตริย์ผู้ทรงสง่าราศีองค์นี้ ผู้พิพากษา และผู้ทรงสนับสนุนความเลื่อมใสในพระเจ้าจะทรงกระทำการแก้แค้น แรกทีเดียวแก่คนนอกกฎหมายและส่วนอื่นแห่งบาบูโลนใหญ่ แล้วต่อจากนั้นแก่ส่วนอื่น ๆ ที่ยังเหลืออยู่แห่งจำพวกแพะที่สนับสนุนองค์การชั่วของซาตานทางโลกนี้. ครั้นแล้วซาตานจะถูกกักไว้ในที่มืดทึบ. (วิวรณ์ 20:1-3) แต่ “คนชอบธรรม” ที่เป็นเหมือนแกะจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์. (มัดธาย 25:46) ขอให้การติดตามความเลื่อมใสในพระเจ้าพาคุณเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้ชอบธรรมเถิด!
18. เรามีสิทธิพิเศษอะไรอันนำมาซึ่งความชื่นชมยินดีเกี่ยวเนื่องกับข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้า?
18 วิวรณ์ 19:10 สนับสนุนเราให้ “นมัสการพระเจ้า.” ทำไม? คัมภีร์ข้อนี้กล่าวต่อไปว่า “เพราะการเป็นพยานถึงพระเยซูกระตุ้นการกล่าวพยากรณ์.” คำพยากรณ์มากมายโดยการดลบันดาลในคราวโบราณนั้นเป็นพยานกล่าวถึงพระเยซู! และขณะที่คำพยากรณ์เหล่านี้ได้สำเร็จสมจริงไปแล้ว ความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าก็ยิ่งกระจ่างมากขึ้น. พวกเราจึงชื่นชมยินดีที่รู้ว่า ความลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์แห่งความเลื่อมใสในพระเจ้านี้ได้สำแดงให้ปรากฏเป็นรูปธรรมในองค์พระเยซู. เรามีสิทธิพิเศษอย่างน่าพิศวงที่จะเจริญรอยตามพระเยซูในฐานะเป็นผู้รับใช้ด้วยใจถ่อมแห่งราชอาณาจักรของพระเจ้า. จริงทีเดียว เรามีเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมรับความเข้าใจและได้ประกาศทุกสิ่ง อันเกี่ยวเนื่องกับข้อลึกลับอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าว่าเป็นข่าวดี.
-