‘ดิฉันกางปีกบินขึ้นไปดุจนกอินทรี’
เล่าเรื่องโดย อิงเกบอร์ก เบิร์ก
ดิฉันเกิดเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ในวันที่ 5 มิถุนายน ปี 1889 ใกล้กับปราสาทเฟรเดนส์บอร์กทางเหนือของกรุงโคเปนเฮเกน. คราใดพระบรมวงศานุวงศ์แห่งเดนมาร์กจะให้การต้อนรับอาคันตุกะ ไม่ว่าจะเป็นมหากษัตริย์หรือจักรพรรดิจากประเทศแถบยุโรป บรรดาคุณหญิงจากตระกูลที่มั่งคั่งในเฟรเดนส์บอร์กก็จะได้รับการขอร้องให้เข้าไปช่วยทำอาหารและยกอาหารเสิร์ฟ. เนื่องจากตอนนั้นดิฉันยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ จึงมักจะติดตามคุณแม่บ่อย ๆ และมีโอกาสได้วิ่งเล่นสนุกสนานในปราสาทแห่งนี้.
สิ่งที่ดิฉันจำได้ติดตาก็คือ ซาร์ นิโคลัสที่สองแห่งรุสเซียพร้อมกับวงศานุวงศ์. ข้างนอกห้องบรรทมมีทหารม้าเป็นราชองครักษ์ถือดาบยืนอยู่. ทหารม้ารุสเซียชอบเด็กและมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทหารพยายามจะรัดดิฉันไว้. ด้วยความตกใจกลัว โดยเฉพาะเคราอันหนาเตอะของเขา ดิฉันจึงได้วิ่งหนีไปตามระเบียงปราสาทอันยาวเหยียด.
ในโอกาสหนึ่ง ซาร์ นิโคลัสที่สอง จักรพรรดิวิลเฮล์มที่สองแห่งเยอรมนีและราชโอรสแห่งพระนางวิกตอเรีย ซึ่งต่อมาได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่เจ็ดแห่งอังกฤษ ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์คริสเตียนที่เก้าแห่งเดนมาร์ก. ระหว่างเสด็จดำเนินไปตามท้องถนนในเฟรเดนส์บอร์ก พระองค์มีพระดำรัสไถ่ถามราษฎรด้วยพระทัยเมตตา ส่วนซาร์ นิโคลัสทรงลูบหัวของดิฉันขณะย่อตัวให้ความเคารพ. สมัยนั้นเป็นยุคที่สงบสุขจริง ๆ และองค์ประมุขของชาติต่าง ๆ ไม่กลัวเหตุอันตรายอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้.
สันติสุขถูกพรากไป
ในปี 1912 ดิฉันเริ่มทำงานเป็นพยาบาลในเซาท์ จัตแลนด์ ปฏิบัติงานร่วมกับประชาชนฝ่ายที่เห็นด้วยกับชาวเดนมาร์กที่อยู่พรมแดนฝั่งเยอรมัน. เซาท์ จัตแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของเยอรมนีตั้งแต่ปี 1864 เมื่อเกิดสงครามระหว่างเดนมาร์กกับปรัสเซีย. ดิฉันได้ช่วยบรรดาแม่ที่มีลูกเกิดใหม่และจึงได้รู้จักมักคุ้นกับครอบครัวเหล่านี้ที่มีลูกเล็ก ๆ หลายครอบครัว.
ในปี 1914 ดิฉันแต่งงานกับทหารพิทักษ์พรมแดนชาวเดนมาร์กแล้วจึงได้เข้ามาอยู่ฝั่งเดนมาร์ก. เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นก็เกิดสงคราม. ต่อมาเราเรียกว่าสงครามใหญ่ในที่สุดก็กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. เช้าวันหนึ่งมีการวางแนวลวดหนามกั้นพรมแดนเพื่อไม่ให้ประชาชนข้ามไปมา. บัดนี้สันติภาพและความปลอดภัยที่พวกเราเคยมีมาก่อนก็เป็นอันว่าหมดสิ้นทันที.
ความน่ากลัวของสงครามและการขาดเหตุผลกระชั้นใกล้พวกเราเข้ามาทุกที เมื่อเราได้รู้ว่ามีการเกณฑ์สามีหนุ่มวัยฉกรรจ์ของทุกครอบครัวที่ดิฉันเคยเยี่ยมฐานะเป็นพยาบาลเข้าประจำการในกองทัพ. และเกือบทุกคนได้เสียชีวิตในการรบ ณ แนวหน้าด้านตะวันตกที่แม่น้ำมาร์น เหลือรอดเพียงคนเดียว! เป็นสิ่งร้ายกาจจริง ๆ เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่กลายเป็นแม่ม่ายและสูญเสียสามี และลูกที่ขาดพ่อ. ผู้หญิงสาว ๆ เหล่านี้จะสามารถดูแลเรือกสวนไร่นาได้อย่างไร? ดิฉันตั้งคำถาม “พระเจ้าไปอยู่เสียที่ไหน?”
ในช่วงสงคราม สภาพการณ์ที่ชายแดนมักจะตึงเครียดขณะที่พวกลี้ภัยพยายามข้ามพรมแดน. ดิฉันมีหน้าที่ค้นตัวผู้หญิงที่ต้องสงสัยว่าลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ. ปกติแล้วพวกเขาจะลอบนำอาหารเข้ามา และบ่อยครั้งดิฉันจะแกล้งมองไม่เห็นแล้วปล่อยตัวไป. สงครามสิ้นสุดในปี 1918 และปี 1920 ได้รวมเอาเซาท์ จัตแลนด์เข้ากับประเทศเดนมาร์กอีก.
การพบความเชื่อในพระเจ้า
แม้ว่าความเชื่อของดิฉันในเรื่องพระเจ้าได้เสื่อมคลายไป เพราะดิฉันพบเห็นความอยุติธรรมมากมาย แต่ดิฉันก็พยายามแสวงหาบางสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิต. ดิฉันกับสามีคืออัลเฟร็ดไปโบสถ์เป็นประจำ แต่สิ่งที่เราสงสัยยังหาคำตอบไม่ได้.
ในปี 1923 เราได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านชาวประมงที่เฟลนส์เบิร์ก ฟยอร์ด และอัลเฟร็ดเริ่มทำงานเป็นชาวประมง. ในไม่ช้าเราก็รู้จักกับครอบครัวหนึ่งซึ่งถือศาสนานิกายแบพติสท์. ถึงแม้เราถือนิกายลูเธอรัน อยู่มาวันหนึ่งเราตอบรับคำเชิญฟังคำบรรยายเรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลที่เฟอร์รี อินน์ ในเอเกอร์นซันด์. ก่อนออกบ้าน ดิฉันคุกเข่าอธิษฐาน “ถ้ามีพระเจ้า ขอได้โปรดสดับคำอธิษฐานของข้าฯ!”
คำบรรยายนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงที่บ่อน้ำเมืองซูคาร จากเรื่องนั้นได้เป็นแรงบันดาลใจดิฉันให้นึกอยากอ่านพระคัมภีร์. ผลที่ตามมา ดิฉันกลายเป็นคนใหม่ขึ้นมาทีเดียว! ดิฉันเขียนไปถึงคุณแม่ว่า “แม่เคยพูดเสมอว่าลูกน่าจะมีความศรัทธาในพระเจ้า. ลูกคิดว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ลูกนึกหวั่น ๆ ไม่อยากบอกแม่เพราะเกรงว่าความชื่นชมยินดีที่ลูกได้ประสบมาจะเหือดหายไป. แต่ความยินดียังมีอยู่!”
ต่อมาในปี 1927 ดิฉันเจอหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ในห้องเพดาน ชื่ออิสรภาพสำหรับปวงชน. ดิฉันสนใจทันที แล้วก็ตั้งใจอ่านเสียจนเพลิน โดยไม่ได้คำนึงว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าไร. กระทั่งเด็ก ๆ กลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านและบ่นหิว ดิฉันจึงได้ผละจากการอ่านหนังสือเล่มนั้น.
เมื่ออัลเฟร็ดกลับบ้านเย็นวันนั้น ดิฉันเล่าเรื่องที่ได้อ่านให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้น. ดิฉันบอกเขาว่าถ้าสิ่งที่กล่าวไว้ในหนังสือนั้นเป็นความจริง โบสถ์ที่เราไปก็ไม่ใช่วิหารของพระเจ้า เราก็ควรลาออกจากการเป็นสมาชิกและเลิกไปที่นั่นเสียที. อัลเฟร็ดคิดว่าการทำเช่นนั้นดูเหมือนจะเร่งร้อนไปหน่อย และเขาได้พูดอย่างนั้นด้วย. แต่เราก็ตกลงกันจะเขียนจดหมายไปยังสำนักงานสาขาสมาคมวอชเทาเวอร์ที่โคเปนเฮเกนและขอรับหนังสืออีกหลายเล่ม.
การขอร้องของเราได้รับคำตอบ สมาคมได้จัดส่งผู้ดูแลเดินทางชื่อคริสติอาน โรเมอร์ไปเยี่ยมพวกเรา. เราได้จัดห้องนอนของลูกเป็นที่พักสำหรับเขา และย้ายเด็กขึ้นไปนอนในห้องเพดาน. ตอนเช้าและบ่าย บราเดอร์โรเมอร์ออกไปประกาศตามบ้าน และตอนเย็นแต่ละวันเขาศึกษากับพวกเรา. เขาพักอยู่กับเราสี่วัน และเป็นโอกาสอันดีวิเศษเสียจริง ๆ สำหรับพวกเรา. เมื่อผู้ดูแลจากไปแล้ว อีกครั้งหนึ่งดิฉันพูดกับอัลเฟร็ดเรื่องลาออกจากการเป็นสมาชิกโบสถ์. คราวนี้เขาเห็นชอบด้วยอย่างกระตือรือร้น.
ฉะนั้น อัลเฟร็ดได้ไปพบนักเทศน์พร้อมกับยื่นใบลา. นักเทศน์คิดว่าที่อัลเฟร็ดมาหาก็เพราะจะมีทารกอีกคนให้รับศีล. แต่ครั้นได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของอัลเฟร็ด เขาไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้. เขาใคร่รู้เหตุผลจึงถามว่า “คริสต์จักรทำอะไรผิดไปหรือ?” อัลเฟร็ดได้ระบุเรื่องหลักคำสอนตรีเอกานุภาพ จิตวิญญาณไม่ตาย และการทรมานไม่สิ้นสุด. อัลเฟร็ดบอกว่า “พระคัมภีร์ไม่ได้สอนเรื่องเหล่านี้.” เมื่อนักเทศน์ตอบอย่างขอไปทีว่า ตนเองไม่เคยนำเรื่องอย่างนี้พูดกับคนที่สามารถคิดหาเหตุผลได้ด้วยตัวเอง อัลเฟร็ดก็ยืนยันหนักแน่นว่า “เราต้องการลาออกจากคริสต์จักรนี้!”
การจับปลาได้เกินความคาดหมายแล้วได้รับบัพติสมา
การประชุมใหญ่ได้กำหนดไว้แล้วที่กรุงโคเปนเฮเกน แต่เราขาดเงินและไม่มีค่าเดินทาง. ดิฉันอธิษฐานทูลต่อพระเจ้าขอพระองค์ชี้ทางเพื่อเราจะไปถึงที่นั่นได้ เพราะเราต้องการจะรับบัพติสมา. ไม่นานก่อนการประชุมใหญ่ อัลเฟร็ดได้ออกเรือไปหาปลาในอ่าว. เขาจับปลาได้มากเต็มลำเรือ แล้วเราก็มีเงินพอเป็นค่าเดินทาง. คนจับปลาในแถบนั้นรู้สึกแปลกใจ เนื่องจากปีนั้นการทำประมงจับปลาในอ่าวได้ปลาเพียงเล็กน้อย. ที่จริง ห้าสิบกว่าปีต่อมาชาวประมงในท้องถิ่นยังคงพูดถึง “การอัศจรรย์” ครั้งนั้น. เราเรียกเหตุการณ์นั้นว่า การจับปลาของเปโตร. ดังนั้นวันที่ 28 สิงหาคม 1928 เราทั้งสองก็ได้รับบัพติสมา.
การรับบัพติสมาสมัยนั้นต่างกันกับบัพติสมาสมัยนี้. สระน้ำสำหรับบัพติสมามีม่านกั้นไว้. เมื่อรูดม่านออกก็เห็นบราเดอร์คริสติอาน เจนเซนอยู่พร้อมจะให้บัพติสมา เขาใส่เสื้อชายหลังยาวยืนอยู่กลางสระ น้ำลึกแค่เอว. ส่วนผู้ที่จะรับบัพติสมาก็ใส่เสื้อคลุมยาวสีขาว. ผู้ชายได้รับบัพติสมาก่อนแล้วผู้หญิงทีหลัง.
ในช่วงการประชุมที่โคเปนเฮเกน เราได้พักอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ของดิฉัน. เมื่อกลับมาถึงบ้านเย็นวันนั้น คุณพ่อก็ถามว่าเราไปที่ไหนมา.
“เราไปร่วมประชุม” ดิฉันตอบ.
“มีอะไรที่นั่นหรือ?”
“เราได้รับบัพติสมา” ดิฉันตอบ.
“ลูกรับบัพติสมาหรือ?” คุณพ่อพูดเสียงดัง. “ลูกเคยรับศีลมาแล้วตอนเด็ก ๆ ยังไม่ดีพอหรือ?”
“ค่ะไม่ดีพอ” ฉันตอบท่าน. แล้วท่านก็ชกที่กกหูดิฉันและตะโกนว่า “ฉันจะให้บัพติสมาแกเอง!”
ดิฉันมีอายุ 39 ปีแล้วตอนนั้น และมีบุตรห้าคนเมื่อถูกพ่อชกที่กกหูครั้งหลังสุด ซึ่งปกติแล้วพ่อเป็นคนน่ารักและใจดี. หลังจากนั้นพ่อไม่เอ่ยเรื่องนี้อีกเลย. ดีที่ตอนนั้นอัลเฟร็ดยังไม่กลับบ้าน และอีกหลายปีต่อมาดิฉันถึงได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น.
เวลาแห่งการกลั่นกรอง
เมื่อเรากลับไปถึงบ้าน ดิฉันได้เยี่ยมบางคนที่ดิฉันถือว่าเขาเป็นพี่น้องในความเชื่อ แถมได้เล่าเรื่องการประชุมและการรับบัพติสมาให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นดีใจ. เธอนั่งนิ่งแล้วพูดว่า “ซิสเตอร์เบิร์กที่น่าสงสาร. เธอจะต้องไม่เชื่อเรื่องนี้อีกต่อไป. ในเร็ววันนี้จะมีบราเดอร์คนหนึ่งมาจากเฟลนสเบิร์กและเขาจะชี้แจงความจริงแก่พวกเรา.”
ดิฉันพูดไม่ออก. แทบหมดแรงจะถีบจักรยานกลับบ้าน. เสียงระฆังโบสถ์ดังกังวาน และเสียงตีระฆังแต่ละครั้งก้องในหูของดิฉันประหนึ่งเป็นคำว่า “ตาย ตาย.” ภายในใจนั้นดิฉันร้องทูลพระยะโฮวาขอความช่วยเหลือ และดิฉันระลึกถึงถ้อยคำที่บทเพลงสรรเสริญ 32:8, 9 ที่ว่า “เราจะสั่งสอนและแนะนำท่านตามทางที่ท่านจะไป เราจะเตือนสติท่านโดยทอดพระเนตรดูท่าน. ท่านทั้งหลายอย่าเป็นม้าหรือลาที่หาปัญญามิได้ ต้องคอยชักบังเหียนและเอาสายผ่าปากไว้มิฉะนั้นมันจะไม่ตามท่าน.”
เมื่อมาถึงบ้าน ดิฉันหยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาอ่านคำอธิษฐานขององค์พระผู้เป็นเจ้า. ดิฉันมีความมั่นใจขึ้นมาอีก. คำอุปมาเรื่องไข่มุกราคาแพงผุดขึ้นในความคิด. (มัดธาย 13:45, 46) ราชอาณาจักรเปรียบได้กับไข่มุกเม็ดนั้น. ดิฉันต้องการสละทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อจะได้ราชอาณาจักร. ความคิดดังกล่าวปลอบประโลมใจดิฉัน. และมีพระพรอื่น ๆ อีกมากมาย.
ในปี 1930 วารสาร เดอะ โกลเดน เอจ (บัดนี้คือ ตื่นเถิด) เริ่มพิมพ์จำหน่ายเป็นภาษาเดนมาร์ก ภายใต้ชื่อโลกใหม่. ปีถัดมา พวกเรานักศึกษาคัมภีร์ไบเบิลปลาบปลื้มยินดีที่ได้รับชื่อพยานพระยะโฮวา. ตอนนั้นพวกเรามีเพียงไม่กี่คนในละแวกใกล้เคียงกัน และการประชุมก็จัดขึ้นที่บ้านของเราเป็นครั้งคราว. เนื่องจากชื่อถนนในย่านที่เราอยู่เรียกว่าสแตร์เคส ประชาคมของเราจึงมีชื่อว่าสแตร์เคส.
อดทนการทดลองขั้นต่อไป
ในปี 1934 ดิฉันได้รับการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ดิฉันป่วยเป็นอัมพาต. ดิฉันนอนป่วยนานถึงสองปีครึ่ง และแพทย์ทำนายว่าดิฉันจะต้องพิการนั่งรถเข็นตลอดชีวิต. มันเป็นช่วงที่ดิฉันลำบากมากทีเดียว แต่ครอบครัวก็มีส่วนช่วยเหลือดิฉันเป็นอย่างดี.
อัลเฟร็ดได้ซื้อพระคัมภีร์ตัวพิมพ์ขยายใหญ่ให้ดิฉัน และลูกชายคนเล็กได้ทำที่วางหนังสือเพื่อว่าดิฉันจะสามารถนอนอ่านได้. แต่ดิฉันอยากจะประกาศด้วย. ดังนั้นอัลเฟร็ดจึงจัดทำแผ่นป้ายตั้งไว้ข้างถนนโฆษณาวารสารฉบับล่า. คนที่สนใจอยากอ่านจะแวะเข้ามา และดิฉันมีโอกาสได้คุยกับเขา. ผลพวงจากป้ายกระดาษแข็งนี้คือผู้คนในย่านนั้นเรียกครอบครัวของเราว่าโลกใหม่.
ผู้ดูแลเดินทางต่างก็ได้เยี่ยมดิฉันไม่ขาด. ดิฉันจึงคุ้นเคยดีกับพี่น้องชายเหล่านี้ซึ่งอาวุโสและมีประสบการณ์ และได้รับการหนุนกำลังจากพวกเขามาก. อนึ่ง ดิฉันได้ฉวยโอกาสศึกษาพระคัมภีร์ และความรู้จึงเป็นสิ่งค้ำจุนดิฉัน. ดิฉันรู้สึกเหมือน ‘ตัวเองได้กางปีกขึ้นไปดุจนกอินทรี.’—ยะซายา 40:31.
ปี 1935 เมื่อเอกลักษณ์ของ “มหาชนหมู่ใหญ่” ปรากฏเด่น พี่น้องชายหญิงในท้องถิ่นรวมทั้งลูกชายคนหัวปีและลูกสาวของเราเลิกรับประทานขนมปังและเหล้าองุ่น ณ พิธีอนุสรณ์. อย่างไรก็ดี บางคนก็ไม่เคยข้องใจกับการถูกเรียกสำหรับฝ่ายสวรรค์. แต่กระนั้น พวกเราก็ยินดีเหมือนกันเมื่อเราได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพระประสงค์อันเยี่ยมยอดของพระยะโฮวาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมหาชนหมู่ใหญ่ และบำเหน็จของพวกเขาคือชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินโลก.—วิวรณ์ 7:9; บทเพลงสรรเสริญ 37:29.
สุขภาพของดิฉันกระเตื้องขึ้นทีละเล็กละน้อย ตรงกันข้ามกับที่แพทย์คาดหมาย และอีกครั้งหนึ่งดิฉันสามารถจะมีส่วนร่วมเต็มที่ในงานสำคัญนี้คืองานประกาศสั่งสอน.
สงครามโลกครั้งที่สองและเวลาต่อมา
เลยอ่าวแคบนั้นไปเราสามารถมองเห็นประเทศเยอรมนี และเราเริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของลัทธินาซี. เพื่อนบ้านของเราบางคนเข้าอยู่ฝ่ายนาซี และขู่ขวัญพวกเราเช่น “คอยดูนะเมื่อฮิตเลอร์เข้ามา. และตอนนั้นแหละเขาจะให้คุณไปอยู่ในค่ายกักกันหรือไม่ก็ถูกปล่อยเกาะ!”
เราคิดว่าการย้ายที่อยู่จะดีที่สุด. เพื่อนบางคนที่มีน้ำใจเป็นมิตรช่วยหาบ้านเช่าให้เราในเซินเดอร์เบิร์ก เมืองใหญ่กว่าแต่ไม่ไกลนัก. สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 1939 เราย้ายไปเดือนมีนาคม ปี 1940 และวันที่ 9 เมษายน กองทัพเยอรมันได้ยึดครองเดนมาร์ก. แต่ก็น่าแปลก พยานพระยะโฮวาในเดนมาร์กไม่ได้เป็นจุดสนใจแต่อย่างใดสำหรับคนเยอรมัน.
เมื่อความใฝ่ฝันของฮิตเลอร์ที่จะเป็นผู้พิชิตนั้นต้องสลายในที่สุด ดิฉันได้นำการศึกษาพระคัมภีร์กับชาวเยอรมันหลายคนในเมืองเซินเดอร์บอร์กซึ่งรู้สึกผิดหวัง. ช่างเป็นความยินดีเมื่อได้เห็นนักศึกษาพระคัมภีร์หลายคนอุทิศชีวิตแด่พระยะโฮวา แต่ไม่เพียงเท่านั้น ลูกชายดิฉันเกือบทุกคนพร้อมทั้งหลาน ๆ ด้วยขยันขันแข็งในงานรับใช้ฝ่ายคริสเตียน!
ดิฉันสูญเสียสามีในปี 1962 หลานคนหนึ่งตายปี 1981 และบุตรสาวคนโตเสียชีวิตปี 1984. การหมกมุ่นทำงานรับใช้พระยะโฮวาอยู่เสมอนี้เองที่ช่วยดิฉันคลายความเศร้าโศกได้ตลอดมา.
เป็นสิ่งดีวิเศษจริง ๆ ที่เห็นความก้าวหน้าแห่งงานราชอาณาจักรในเดนมาร์ก ตั้งแต่ดิฉันได้เริ่มต้นปี 1928. ครั้งนั้นพวกเรามีผู้ประกาศประมาณ 300 คน แต่เดี๋ยวนี้มีมากกว่า 16,000 คน! ดิฉันรู้สึกขอบพระคุณที่ดิฉันยังคงกระชุ่มกระชวยในงานรับใช้ ทั้งที่มีอายุได้ร้อยปี. อันที่จริงดิฉันได้ประสบความสำเร็จสมจริงแห่งคำกล่าวในยะซายา 40:31 ที่ว่า “แต่ผู้ที่คอยท่าพระยะโฮวาจะได้รับกำลังเพิ่มขึ้น. เขาจะกางปีกขึ้นไปดุจนกอินทรี. เขาจะวิ่งไปและไม่รู้จักอ่อนเปลี้ย เขาจะเดินไปและไม่รู้จักอิดโรย.”