การทำงานร่วมกับพระยะโฮวาด้วยความภักดี
“ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงฝึกสอนข้าพเจ้าตั้งแต่เด็ก ๆ มา และข้าพเจ้าเคยพรรณนาถึงการอัศจรรย์ของพระองค์จนบัดนี้.”—บทเพลงสรรเสริญ 71:17, ล.ม.
1. ทำไมเราสามารถกล่าวได้ว่างานเป็นของประทานจากพระยะโฮวา?
งานเป็นของประทานอย่างหนึ่งในบรรดาสารพัดสิ่งซึ่งพระเจ้าประทานแก่มนุษย์. พระยะโฮวาได้ตรัสแก่อาดามกับฮาวา บิดามารดาคู่แรกของเราว่า “จงบังเกิดทวีมากขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน.” นั้นคืองานมอบหมายที่ท้าทายแต่ก็ไม่เกินความสามารถที่เขาจะทำได้. ความพยายามทั้งทางกายและจิตใจที่จำเป็นเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายนั้นสำเร็จ จะเพิ่มพูนความยินดีในการดำรงชีวิต มากยิ่งเสียกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ร่วมโลกอันเป็นบ้านของเขาจะประสบ.—เยเนซิศ 1:28.
2, 3. (ก) งานกลายเป็นอะไรสำหรับหลายคนสมัยนี้ และเพราะเหตุใด? (ข) เราจำต้องพิจารณาโอกาสอะไรเพื่อจะทำงานพิเศษ?
2 แม้ในสภาพการณ์ของเราซึ่งไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็ดังที่ซะโลโมผู้ชาญฉลาดเขียนไว้ว่า “การงาน” ซึ่งบังเกิดผล “ความดี” นั้น “เป็นของประทานของพระเจ้า.” (ท่านผู้ประกาศ 3:13) มนุษย์ยังคงจำเป็นต้องใช้ความสามารถด้านความคิดจิตใจและร่างกายของตน. การตกงานทำให้ใจห่อเหี่ยว. กระนั้น ไม่ใช่งานทุกอย่างเป็นคุณประโยชน์หรือให้ผลคุ้มค่า. สำหรับหลาย ๆ คนงานเป็นสิ่งน่าเบื่อ เขาทำงานเพราะความจำเป็นที่จะยังชีพ.
3 อย่างไรก็ตาม มีงานที่ให้ผลตอบแทนอย่างแท้จริงซึ่งมนุษย์ทั้งปวงได้รับคำเชิญชวนให้ร่วมด้วย. แต่มีผู้ขัดขวางและอุปสรรคหลายอย่างซึ่งผู้มีส่วนร่วมงานนี้ต้องเอาชนะ. เหตุใดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราพึงมีคุณวุฒิเหมาะสำหรับงานนี้? เราจะทำอย่างนั้นโดยวิธีใด? ก่อนตอบคำถามเหล่านี้ขอให้เราพิจารณาว่า:
เราทำงานเพื่อผู้ใด?
4. งานชนิดใดนำความชื่นชมยินดีและความพอใจแก่พระเยซู?
4 พระเยซูตรัสว่า “อาหารของเราคือที่จะทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาและให้การของพระองค์สำเร็จ.” (โยฮัน 3:34) การทำงานอย่างภักดีเพื่อพระยะโฮวายังความชื่นชมยินดีและความอิ่มใจแก่พระเยซูมากมาย ทำให้พระองค์มีจุดมุ่งหมายในชีวิต และครั้นเสร็จสิ้นงานประกาศสั่งสอนนานสามปีครึ่งแล้ว พระองค์สามารถทูลพระบิดาฝ่ายสวรรค์ด้วยความสัตย์จริงดังนี้: “ข้าพเจ้าได้ถวายเกียรติยศแก่พระองค์ในโลก เพราะข้าพเจ้าได้กระทำการซึ่งพระองค์ทรงประทานให้ข้าพเจ้ากระทำนั้นสำเร็จแล้ว.” (โยฮัน 17:4) อาหารประทังชีวิตอยู่ได้ฉันใด งานในขอบเขตทางด้านวิญญาณก็เป็นฉันนั้น. พระเยซูทรงย้ำเรื่องนี้ ณ โอกาสหนึ่งเมื่อพระองค์ตักเตือนว่า “อย่าขวนขวายด้วยอาหารที่ย่อมสูญหายนั้น แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่จนถึงชีวิตนิรันดร์.” (โยฮัน 6:27) ในทางตรงกันข้าม งานซึ่งไม่เกิดผลฝ่ายวิญญาณก่อความผิดหวังและนำไปถึงความตาย.
5. ใครต่อต้านการงานที่ทรงคุณประโยชน์ซึ่งพระเยซูกระทำ และทำไม?
5 “พระบิดาของเรายังทรงกระทำการอยู่จนถึงบัดนี้ และเราก็กระทำด้วย.” พระเยซูตรัสข้อความนี้แก่ชาวยิวที่ตำหนิพระองค์เนื่องจากได้ทรงรักษาชายผู้หนึ่งซึ่งป่วยมานานถึง 38 ปีให้หายในวันซะบาโต. (โยฮัน 5:5-17) ถึงแม้พระเยซูทรงทำงานของพระยะโฮวา พวกต่อต้านทางศาสนาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้และพยายามทำทุกอย่างเพื่อยับยั้งพระองค์. ทำไม? เพราะคนเหล่านั้นมาจากซาตานพญามารซึ่งเป็นพ่อของเขา และได้ต่อต้านขัดขวางงานของพระยะโฮวาเสมอมา. (โยฮัน 8:44) เพราะซาตานสามารถ ‘ปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่าง’ โดยการใช้ ‘อุบายหลอกลวงทุกอย่าง’ เราจำต้องรู้จักสังเกตเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และการคิดอย่างแจ่มชัดเพื่อจะรู้ว่ากิจการของมารเป็นอย่างไร. มิฉะนั้น เราอาจกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์กับพระยะโฮวาก็ได้.—2 โกรินโธ 11:14; 2 เธซะโลนิเก 2:9, 10.
ผู้ต่อต้านดำเนินงานอยู่
6. ทำไมพวกออกหากเป็น “คนงานไม่สัตย์ซื่อ”? จงให้ตัวอย่าง.
6 บางคน เช่นคนออกหากสมัยนี้ กำลังดำเนินงานอย่างไม่ภักดี เป็นตัวแทนของซาตานหมายบ่อนทำลายความเชื่อของสมาชิกใหม่ที่ร่วมสมทบกับประชาคมคริสเตียน. (2 โกรินโธ 11:13) แทนที่เพียงแต่ใช้พระคัมภีร์เป็นพื้นฐานของหลักคำสอนแท้ พวกเขามุ่งเพ่งเล็งพยายามหักล้างคัมภีร์ฉบับ นิวเวิลด์ แทรนสเลชัน อ็อฟ เดอะ โฮลี สคริพเจอร์ส ประหนึ่งพยานพระยะโฮวาอาศัยเฉพาะฉบับแปลนั้นเพื่อการอ้างสนับสนุน. แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่. เป็นเวลาค่อนศตวรรษ เหล่าพยานฯได้ใช้คัมภีร์คิงเจมส์ เวอร์ชัน เป็นส่วนใหญ่หรือไม่ก็คัมภีร์ฉบับดูเอ เวอร์ชัน ที่ใช้กันในนิกายโรมันคาทอลิก หรือฉบับใดก็ตามที่พอหาได้ในภาษาของตนเพื่อจะเรียนความจริงเกี่ยวด้วยพระยะโฮวาและพระประสงค์ของพระองค์. และเขาได้ใช้คัมภีร์ฉบับแปลรุ่นก่อน ๆ เหล่านั้นในการประกาศความจริงว่าด้วยสภาพคนตาย ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับพระบุตรของพระองค์ และเหตุผลที่แกะฝูงน้อยเท่านั้นไปสวรรค์. บุคคลที่มีความรู้ตระหนักดีว่าพยานพระยะโฮวายังคงใช้คัมภีร์ฉบับแปลต่าง ๆ กันเมื่อเขาทำการประกาศเผยแพร่ทั่วโลก. อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 1961 พวกพยานฯได้ชื่นชมกับคัมภีร์ฉบับ นิวเวิลด์ แทรนสเลชัน ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นฉบับแปลที่ทันสมัย ถูกต้อง ชัดเจน อ่านง่าย.
7. (ก) เหตุใดพระเยซูทรงปฏิเสธคนเป็นอันมากซึ่งอ้างว่าศรัทธาในพระองค์? (ข) ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเชื่อฟังคำแนะนำที่ 1 โยฮัน 4:1?
7 พระเยซูได้ตรัสว่าพระองค์จะปฏิเสธคนเป็นอันมากที่อ้างว่าเชื่อในพระองค์. พระองค์ยอมรับว่าคนเหล่านั้นอาจกล่าวพยากรณ์ ขับผีและ “ได้กระทำการอัศจรรย์มาก” ด้วยออกพระนามของพระองค์. กระนั้น พระองค์ทรงวินิจฉัยออกว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นการ “ล่วงพระบัญญัติ.” (มัดธาย 7:21-23) เพราะเหตุใด? เพราะเขาไม่ได้ทำตามพระทัยของพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ และเขาเป็นคนไร้ค่าในทัศนะของพระยะโฮวา. สมัยนี้การกระทำที่ผิดปกติจนดูเป็นเหมือนการอัศจรรย์อาจเริ่มมาจากซาตานผู้หลอกลวงตัวเอ้ก็ได้. อัครสาวกโยฮันซึ่งได้เขียนจดหมายฉบับแรกของท่านภายหลังพระเยซูสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์แล้วหกสิบกว่าปี ก็ได้ตักเตือนคริสเตียนไม่ให้ “เชื่อวิญญาณทั้งปวง แต่จงพิสูจน์ดูวิญญาณนั้น ๆ ว่าจากพระเจ้าหรือไม่.” เราต้องทำเช่นเดียวกัน.—1 โยฮัน 4:1.
การงานที่ไม่ให้ผลคุ้มค่า
8. เราน่าจะมีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวด้วยการงานของเนื้อหนัง?
8 แม้ว่าเราจะไม่ร่วมในงานที่ไร้ผลทางฝ่ายวิญญาณ แต่การที่เราลงแรงทำงานก็คงไม่มีค่าอะไร ถ้างานที่เราทำเป็นไปเพื่อความปรารถนาของเนื้อหนังที่เสื่อมโทรม. อัครสาวกเปโตรกล่าวว่าเราได้ใช้เวลานานพออยู่แล้ว “ทำตามน้ำใจของนานาชาติ . . . การประพฤติอันหละหลวม ราคะตัณหา ดื่มเหล้าองุ่นมากเกินไป สำมะเลเทเมา แข่งขันประชันกันดื่มและการไหว้รูปเคารพซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย.” (1 เปโตร 4:3, 4, ล.ม.) ที่จริง เรื่องนี้ไม่หมายความว่าคริสเตียนที่อุทิศตัวแล้วทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้น แต่หมายถึงผู้ที่เคยประพฤติเช่นนั้นควรปรับเปลี่ยนทัศนคติโดยเร็วขณะที่การหยั่งเห็นฝ่ายวิญญาณของเขาพัฒนาขึ้น. สิ่งที่พึงคาดหมายคือ โลกจะกล่าวร้ายพวกเขาเนื่องจากเขาได้เปลี่ยนแปลง. กระนั้นเขาต้องเปลี่ยนถ้าเขาจะเป็นคนทำงานรับใช้ที่ภักดีของพระยะโฮวา.—1 โกรินโธ 6:9-11.
9. เราเรียนอะไรจากประสบการณ์ของพยานฯคนหนึ่งซึ่งเริ่มฝึกฝนเป็นนักร้องอุปรากร?
9 พระยะโฮวาทรงประทานสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างแก่เราเพื่อความชื่นชมยินดี ดนตรีก็เป็นของประทานอย่างหนึ่ง. อย่างไรก็ดี เพราะ “โลกทั้งสิ้นทอดตัวจมอยู่ในมารร้าย” คือซาตานพญามาร ทั้งนี้จะไม่รวมเอาโลกดนตรีไว้หรือ? (1 โยฮัน 5:19) ใช่แล้ว ดนตรีอาจเป็นหลุมพรางได้ ดังซิลวานาได้ค้นพบ. เธอมีโอกาสจะเรียนที่ฝรั่งเศสเป็นนักร้องอุปรากร เธอชี้แจงดังนี้ “ดิฉันยังคงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะรับใช้พระยะโฮวา. ดิฉันชอบงานไพโอเนียร์สมทบและหวังว่าในชีวิตจะทำได้ทั้งสองอย่างนี้. แต่อุปสรรคแรกที่ต้องเผชิญในการมุ่งติดตามอาชีพของดิฉันได้แก่การประพฤติอย่างผิดศีลธรรม. ทีแรก เพื่อนร่วมอาชีพมองดิฉันเป็นคนพิลึก เมื่อดิฉันไม่ประพฤติหรือพูดจาอย่างไร้จริยธรรมเหมือนพวกเขา. ในเวลาต่อมา ดิฉันเริ่มรู้สึกเฉย ๆ ต่อสภาพแวดล้อมที่เสื่อมทราม และทนได้กับสิ่งต่าง ๆ ที่พระยะโฮวาทรงเกลียดชัง. ครูคนหนึ่งคอยกระตุ้นดิฉันให้ยึดเอาการร้องเพลงเป็นศาสนา และเขาสอนให้ดิฉันแสดงอาการก้าวร้าวบนเวที และให้คิดว่าตัวเองเหนือกว่าใครทั้งสิ้น. ทั้งหมดนี้ทำให้ดิฉันอึดอัดใจ. ในที่สุด ดิฉันต้องเตรียมตัวสำหรับการทดลองฟังเสียงนักแสดงเป็นพิเศษ. ดิฉันได้ทูลอธิษฐานต่อพระยะโฮวาขอพระองค์โปรดให้ดิฉันมองเห็นแจ่มแจ้งว่าควรจะหันไปทิศทางไหน. ถึงแม้ดิฉันร้องเพลงได้ดีและมีความมั่นใจ แต่ก็ไม่ได้รับการคัดเลือก. ต่อมาดิฉันถึงได้รู้สาเหตุ—ผลการตัดสินนั้นได้กำหนดไว้แล้วอย่างลับ ๆ นานก่อนการประกวดเสียอีก. แต่ดิฉันได้คำตอบชัดเจนสำหรับคำอธิษฐาน และตกลงใจเลิกแสดงละครบนเวทีแล้วเปิดการสอนร้องเพลงที่บ้าน.” พี่น้องหญิงคนนี้ในที่สุดก็ได้แต่งงานกับผู้ปกครองคนหนึ่งในประชาคมคริสเตียน เวลานี้คนทั้งสองรับใช้ด้วยความภักดีเพื่อเพิ่มพูนผลแห่งราชอาณาจักร.
10. คุณลงความเห็นอย่างไรจากคำตรัสของพระเยซูที่โยฮัน 3:19-21?
10 พระเยซูตรัสว่า “เพราะผู้ที่กระทำสิ่งชั่วย่อมชังความสว่าง และไม่ได้มาถึงความสว่างเพื่อการของตนจะไม่ถูกว่ากล่าว.” ในทางกลับกัน “ผู้ที่กระทำสิ่งซึ่งเป็นความจริงย่อมมาถึงความสว่าง เพื่อการของตนจะปรากฏว่าได้กระทำไปอย่างที่ประสานกันกับพระเจ้า.” (โยฮัน 3:19-21, ล.ม.) ช่างเป็นพระพรเสียนี่กระไรที่จะทำงานประสานกับพระทัยของพระยะโฮวาและพระประสงค์ของพระองค์! แต่ที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง เราต้องยอมให้การงานของเราได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยอาศัยความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า. มิใช่ว่าเราแก่เกินไปหรือสายเกินจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราแล้วตอบรับคำเชิญเพื่อทำงานรับใช้พระยะโฮวาซึ่งให้ผลคุ้มค่า.
กระทำ “การงานที่ดี” เวลานี้
11. หลายคนมุ่งติดตามอะไรประหนึ่งเป็น “การงานที่ดี” และทำไมการเช่นนั้นอาจทำให้คับข้องใจได้?
11 การงานซึ่งให้ผลคุ้มค่าเวลานี้ต้องสะท้อนถึงความเร่งด่วนแห่งยุคสมัยของเรา. หลายคนที่มีความจริงใจเห็นพ้องด้วยและเขาเองได้บำเพ็ญตนหมกมุ่นกับงานซึ่งมักจะได้รับการพรรณนาว่าเป็น “การงานที่ดี” ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไปหรือเพื่อโครงการใดโครงการหนึ่งโดยเฉพาะ. แต่การงานชนิดนี้อาจก่อความคับข้องใจเพียงไร! ในประเทศอังกฤษ องค์การซีเอเอฟโอดี (CAFOD) (กองทุนคาทอลิกเพื่อการพัฒนาโพ้นทะเล) รายงานการรณรงค์บรรเทาความหิวโหยว่าดังนี้: “สามปีมาแล้ว . . . ได้จัดหาทุนหลายล้านปอนด์เพื่อการบรรเทาทุกข์. ได้ช่วยชีวิตหลายพันคนไว้ได้. บัดนี้ คนเหล่านั้นที่รอดตายมาครั้งหนึ่งกำลังตกอยู่ในอันตรายอีก . . . ทำไม? เกิดอะไรขึ้น?” วารสารองค์การนี้สาธยายต่อไปว่า ปัญหาเรื้อรังไม่เคยได้รับการจัดการเลย และว่า “ทรัพยากรซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาสังคมก็ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดความขัดแย้ง [สงครามกลางเมือง].” โดยไม่สงสัย คุณคงเคยได้ยินเสียงที่สะท้อนความรู้สึกโดยกองการกุศลซึ่งประกอบกิจทำนองคล้าย ๆ กัน.
12. อะไรคือคำตอบเดียวที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่โลกเผชิญอยู่เวลานี้?
12 ความอดอยากเป็นปัญหาเร่งด่วน. แต่ใครล่ะที่ชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์สาหัสที่มีอยู่เวลานี้เช่นการขาดแคลนอาหารและสงครามนั้นได้สำเร็จสมจริงตามคำพยากรณ์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งชี้ถึงอวสานของระบบปัจจุบัน? (มัดธาย 24:3, 7) ใครล่ะที่ได้พิมพ์หนังสือแจ้งหลักฐานที่เกี่ยวพันเหตุการณ์เหล่านี้พร้อมด้วยผู้นั่งบนหลังม้าทั้งสี่นั้นซึ่งแสดงภาพให้เห็นชัดในพระธรรมวิวรณ์บท 6? พวกพยานพระยะโฮวาได้กระทำอย่างต่อเนื่องด้วยความภักดีตลอดมา. เพราะเหตุใด? เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งเกินความสามารถของมนุษย์ที่จะจัดหาการแก้ไขใด ๆ อันจะยังให้เกิดผลอย่างถาวร. ทั้งนี้หมายความว่าคริสเตียนไม่สนใจปัญหาต่าง ๆ ของโลกหรือ? ตรงกันข้าม. คริสเตียนรู้สึกเมตตาสงสารและจะทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยาก. ถึงกระนั้น เขาเผชิญข้อเท็จจริงด้วยการมองสภาพอย่างเห็นจริงเห็นจังว่า ถ้าไม่มีพระเจ้าเข้ามาดำเนินการแทรกแซงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ของโลกจะไม่มีวันแก้ไขได้เลย. เหมือนคนยากจน ปัญหาเหล่านี้จะยังมีอยู่ตราบใดที่ซาตานเป็นผู้ครองโลกนี้.—มาระโก 14:7; โยฮัน 12:31.
การงานที่มีค่ามากที่สุด
13. อะไรคืองานเร่งด่วนที่สุดเวลานี้ และใครทำงานนี้อยู่?
13 ความจำเป็นอันเร่งด่วนยิ่งในเวลานี้คือ การประกาศข่าวดีว่าในไม่ช้าราชอาณาจักรของพระเจ้ายะโฮวามาแทนระบอบการปกครองทุกชนิดของโลก ทั้งจะให้การบรรเทาทุกข์สำหรับปวงชนผู้เกรงกลัวพระเจ้าที่คอยท่าอยู่. (ดานิเอล 2:44; มัดธาย 24:14) พระเยซูคริสต์ทรงทำให้งานประกาศราชอาณาจักรฝ่ายสวรรค์เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในชีวิต ถึงแม้ว่างานประกาศของพระองค์จำกัดอยู่ในเขตแดนปาเลสไตน์เท่านั้น. ทุกวันนี้ขอบข่ายงานประกาศเช่นนี้กว้างขวางไปทั่วโลก ดังที่พระเยซูตรัสว่าจะเป็นอย่างนั้น. (โยฮัน 14:12; กิจการ 1:8) การมีส่วนร่วม แม้เพียงเล็กน้อย ในการงานของพระเจ้าก็เป็นสิทธิพิเศษหาที่เปรียบมิได้. ชายและหญิง คนชราและเด็กก็เหมือน ๆ กัน ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยนึกเคยฝันจะเป็นผู้ประกาศข่าวดี แต่บัดนี้ต่างก็เข้าอยู่ในแนวหน้าของงานประกาศเผยแพร่ซึ่งพยานพระยะโฮวาทำจวนจะสำเร็จอยู่ทีเดียว. เช่นเดียวกับโนฮาและครอบครัว พวกพยานฯตั้งใจทำงานของพระเจ้าด้วยความภักดีโดยรับการมอบหมายจากพระองค์และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการชูใจจากพระองค์ ประหนึ่งการเบิกโรงก่อนอวสานแห่งระบบปัจจุบัน.—ฟิลิปปอย 4:13; เฮ็บราย 11:7.
14. งานประกาศเป็นงานช่วยชีวิต และขณะเดียวกันเป็นการคุ้มครองด้วยอย่างไร?
14 งานให้คำพยานซึ่งกระทำโดยพยานพระยะโฮวาในสมัยสุดท้ายนี้เป็นงานช่วยชีวิตของผู้ที่รับฟังแล้วปฏิบัติตามข่าวดีที่ตนได้ยิน. (โรม 10:11-15) อนึ่ง งานให้คำพยานยังเป็นเครื่องป้องกันสำหรับคนที่ประกาศด้วย. โดยการแสดงความสนใจด้วยใจจริงจะช่วยผู้คนซึ่งมีปัญหาหนักหนายิ่งกว่าพวกเรา เราจึงจะไม่ค่อยนึกถึงปัญหาของตัวเองจนเกินไป. เราตระหนักว่ามาตรฐานด้านต่าง ๆ ของโลกเสื่อมลงและโลกเองก็อยากให้เราปฏิบัติตามวิถีทางของโลก. ฉะนั้น การครุ่นคิดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระดำริของพระเจ้าขณะที่เราทำการประกาศจึงไม่เพียงเป็นการเสริมความเชื่อให้มั่นคง แต่เป็นเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของเรา. ดังที่พยานฯคนหนึ่งบอกว่า “ถ้าฉันไม่พยายามเปลี่ยนผู้คนที่ฉันพบปะ เขาจะเปลี่ยนนั้นได้!”—เทียบกับ 2 เปโตร 2:7-9.
ทำงานร่วมกับประชาคม
15. หน้าที่รับผิดชอบอะไรตกอยู่กับรองผู้บำรุงเลี้ยงสมัยนี้ และผู้ชายสมาชิกประชาคมควรมีแง่คิดอย่างไรเมื่อคำนึงถึงข้อคัมภีร์ 1 ติโมเธียว 3:1?
15 เมื่อคนสนใจใหม่ ๆ ได้มาที่หอประชุม พวกเขามาภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของพระเจ้ายะโฮวาผู้บำรุงเลี้ยงองค์ประเสริฐ และพระเยซูคริสต์ผู้เลี้ยงที่ดี. (บทเพลงสรรเสริญ 23:1; โยฮัน 10:11) ผู้บำรุงเลี้ยงเหล่านี้ทรงสถิตในสวรรค์ แต่พระองค์มีรองผู้บำรุงเลี้ยงฝูงแกะเป็นตัวแทนอยู่ทางโลกนี้คือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งในประชาคม. (1 เปโตร 5:2, 3) ที่จะอยู่ในตำแหน่งเช่นนี้จึงเป็นสิทธิพิเศษอันล้ำค่าในสมัยสุดท้าย. งานของผู้บำรุงเลี้ยงเป็นงานสำคัญ ไม่เพียงจะนำหน้าด้านการสั่งสอนภายในประชาคมและการเผยแพร่เท่านั้น แต่ยังให้การปกป้องคุ้มกันฝูงแกะจากผู้ปล้นสะดมฝ่ายวิญญาณและจากการปะทะกับบรรยากาศของโลกอันเปรียบเหมือนคลื่นลมแรงกระหน่ำพวกเราอยู่. ไม่มีงานใดมีคุณค่าสำหรับสมาชิกฝ่ายชายของประชาคมจะสามารถเอื้อมเอาได้ยิ่งไปกว่าการช่วยเหลือดูแลสวัสดิภาพฝ่ายวิญญาณของสมาชิกในประชาคมคริสเตียนที่กำลังแผ่ขยายอยู่เวลานี้.—1 ติโมเธียว 3:1; เทียบยะซายา 32:1, 2.
16. คริสเตียนผู้บำรุงเลี้ยงต่างก็เป็นส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกันโดยวิธีใด?
16 อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมว่า ผู้บำรุงเลี้ยงเหล่านั้นเป็นปุถุชน มีบุคลิกภาพแตกต่างกันและผิดพลาดได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในฝูง. ขณะที่คนหนึ่งอาจถนัดงานบำรุงเลี้ยงเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งอาจจะมีพรสวรรค์ซึ่งยังประโยชน์แก่ประชาคมต่างกันออกไป. การงานซึ่งคริสเตียนผู้ปกครองได้ทำลงไปย่อมเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกันให้สมบูรณ์เพื่อหนุนกำลังประชาคม. (1 โกรินโธ 12:4, 5) จงอย่ายอมให้น้ำใจชิงดีแทรกเข้ามาในท่ามกลางพวกเขาเลย. รวมแล้วพวกเขาทำงานเพื่อปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์แห่งราชอาณาจักรด้วย ‘การยกมือที่ซื่อสัตย์’ ในการอธิษฐานต่อพระยะโฮวา ประสงค์จะได้รับพระพรและการชี้นำการไตร่ตรองทุกอย่างและการตัดสินใจของเขา.—1 ติโมเธียว 2:8.
17. (ก) เรามีหน้าที่ต้องทำอะไร? (ข) เราจำต้องหลีกเลี่ยงสิ่งใดหากเราปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม?
17 เวลานี้งานประกาศยิ่งเร่งด่วนมากขึ้นขณะที่อำนาจปกครองของซาตานใกล้จะอวสานเต็มที. ในฐานะเป็นพยานของพระยะโฮวา การมีความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เราจึงมีหน้าที่จะแพร่ข่าวดีทุก ๆ โอกาส. การงานที่เราทำอยู่ขณะนี้มากเสียจนเราแทบไม่มีเวลาว่าง. เราจะต้องไม่ปล่อยตัวเองเป็นคนเลี่ยงงาน ทำตัวเป็นเจ้าสำราญ แสวงความเพลิดเพลินอย่างผิดศีลธรรม หรือให้ลัทธิวัตถุนิยมครอบงำจนเกิดความกังวล. เราไม่ควรเกี่ยวข้องกับการคิดคาดคะเน โต้เถียงกันในเรื่องถ้อยคำ เพราะการเช่นนี้ไม่ก่อประโยชน์แต่อย่างใด แถมเปลืองเวลาเปล่า ๆ. (2 ติโมเธียว 2:14; ติโต 1:10; 3:9) เมื่อเหล่าสาวกทูลถามพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งพลยิศราเอลให้เป็นเอกราชอีกในครั้งนี้หรือ?” พระเยซูทรงแนะให้พวกเขาคิดเสียใหม่ถึงงานอันสำคัญในขณะนั้น โดยตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงยะรูซาเลม สิ้นทั้งมณฑลยูดายมณฑลซะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก.” งานที่มอบหมายให้ทำครั้งนั้นยังมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน.—กิจการ 1:6-8.
18. เหตุใดการทำงานกับพระยะโฮวาจึงก่อความชื่นใจยินดี?
18 การร่วมงานกับพระยะโฮวา ทำการประกาศกับองค์การของพระองค์ที่มีอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันทำให้ชีวิตเรามีความสุข อิ่มใจและมีจุดหมายที่แท้จริง. นับว่าเป็นโอกาสสำหรับทุกคนที่รักพระยะโฮวาจะพึงแสดงออกซึ่งความเลื่อมใสและความภักดีต่อพระองค์. งานนี้ในหลายแง่มุมจะไม่ทำซ้ำอีก. ด้วยความหวังอันแจ่มชัดเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์ในเบื้องหน้า จงให้เรา “ถวายการรับใช้อันศักดิ์สิทธิ์แด่พระเจ้าด้วยความเลื่อมใสและยำเกรง” ด้วยความภักดี เพื่อเป็นคำสรรเสริญแด่พระองค์และเพื่อความรอดของเรา.—เฮ็บราย 12:28.
คุณจะตอบอย่างไร?
▫ พระเยซูทรงประสบความยินดีและความอิ่มใจพอใจจากงานอะไร?
▫ ใครต่อต้านงานของพระยะโฮวา และทำไม?
▫ “การงานที่ดี” แบบชาวโลกกับงานประกาศข่าวดีเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้าเทียบกันแล้วเป็นอย่างไร?
[รูปภาพหน้า 18]
พระเยซูทรงมอบหมายเหล่าสาวกของพระองค์ให้ออกไปประกาศ