นี่คือสมัยสุดท้ายจริง ๆ หรือ?
คุณอยู่ที่หัวเรือขณะแล่นเข้าสู่แม่น้ำช่วงที่เป็นแก่ง. หินก้อนใหญ่มหึมาปรากฏราง ๆ ใต้ผิวน้ำที่ไหลลดหลั่นลงมาแตกเป็นฟองฝอย. คุณพยายามจะพายเรือหลบเลี่ยงหินเหล่านั้น. คนที่อยู่ข้างหลังคุณควรจะช่วยคัดท้ายเรือ ทว่าเขามีประสบการณ์ไม่มากนัก. ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น คุณไม่มีแผนที่ ดังนั้น คุณนึกไม่ออกว่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากนี้จะไหลไปสู่แอ่งที่สงบเงียบ หรือว่าน้ำตก.
นั่นเป็นฉากเหตุการณ์ที่ไม่น่ายินดีเลย ใช่ไหม? ดังนั้น ขอให้เราเปลี่ยนฉากเหตุการณ์. ให้นึกภาพว่าคุณมีคนนำทางที่ช่ำชองอยู่กับคุณ เป็นผู้ซึ่งรู้จักหินทุกก้อนและโค้งทุกโค้งของแม่น้ำสายนี้ดี. เขารู้ล่วงหน้าว่าใกล้จะถึงช่วงที่เป็นแก่งแล้ว เขารู้ว่าช่วงที่น้ำแตกกระจายเป็นฟองแบบนี้จะไปถึงไหน และเขารู้วิธีที่จะผ่านไปได้. คุณจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่านักมิใช่หรือ?
ที่จริง เราทุกคนล้วนอยู่ในสภาพที่ยุ่งยากคล้ายกันนั้น. เราพบว่าตัวเองอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบากในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยที่ไม่ใช่ความผิดของเราเอง. คนส่วนใหญ่นึกไม่ออกว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าไร, สภาพการณ์จะดีขึ้นไหม, หรือว่าทางใดที่ดีที่สุดที่จะมีชีวิตรอดผ่านในระหว่างช่วงนั้น. แต่เราไม่ต้องรู้สึกสิ้นหวังหรือหมดหนทาง. พระผู้สร้างของเราได้จัดเตรียมเครื่องนำทางไว้ให้เรา ซึ่งบอกล่วงหน้าถึงช่วงเวลาที่มืดมนแห่งประวัติศาสตร์นี้, ทำนายว่าช่วงเวลานี้จะจบลงอย่างไร, และเสนอการชี้นำที่จำเป็นให้เราเพื่อจะรอดชีวิต. เครื่องนำทางนั้นเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง นั่นคือคัมภีร์ไบเบิล. ผู้ประพันธ์หนังสือนี้ คือพระยะโฮวาพระเจ้า ทรงเรียกพระองค์เองว่า พระบรมครู และพระองค์ตรัสผ่านยะซายาอย่างที่ทำให้อุ่นใจว่า “เมื่อเจ้าสงสัยว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา, หูของเจ้าก็จะได้ยินเสียงแนะมาข้างหลังของเจ้าว่า, ‘ทางนี้แหละ; เดินไปเถอะ!’” (ยะซายา 30:20, 21) คุณจะยินดีรับการชี้นำเช่นนั้นไหม? ถ้าเช่นนั้น ขอให้เราพิจารณาว่า คัมภีร์ไบเบิลได้บอกล่วงหน้าไว้จริง ๆ หรือไม่ว่า สมัยของเราจะเป็นอย่างไร.
สาวกของพระเยซู ถามคำถามที่มีความหมาย
เหล่าสาวกของพระเยซูคงต้องรู้สึกประหลาดใจ. พระเยซูเพิ่งรับสั่งแก่พวกเขาอย่างหนักแน่นชัดเจนว่า อาคารพระวิหารที่น่าประทับใจของกรุงยะรูซาเลมจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง! การทำนายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำให้ตกตะลึง. หลังจากนั้นไม่นาน ขณะที่พวกเขานั่งอยู่บนภูเขามะกอกเทศ สาวกสี่คนได้ทูลถามพระองค์ว่า “ขอโปรดบอกข้าพเจ้าทั้งหลายเถอะว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร และจะมีอะไรเป็นสัญลักษณ์แห่งการประทับของพระองค์และช่วงอวสานของระบบนี้?” (มัดธาย 24:3, ล.ม.; มาระโก 13:1-4) ไม่ว่าเขาตระหนักเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม คำตอบของพระเยซูมีความหมายที่ใช้กับหลายช่วงเวลา.
ความพินาศของพระวิหารในกรุงยะรูซาเลมและอวสานของระบบยิวไม่ใช่ช่วงเดียวกันกับเวลาแห่งการประทับของพระคริสต์และช่วงอวสานแห่งระบบของโลกทั้งสิ้น. ถึงกระนั้นก็ตาม ในคำตอบที่ยืดยาวของพระองค์ พระเยซูทรงกล่าวถึงแง่มุมเหล่านี้ทั้งหมดของคำถามนั้นอย่างช่ำชอง. พระองค์ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไรก่อนความพินาศของกรุงยะรูซาเลม; ทั้งพระองค์ทรงแจ้งด้วยว่า พวกเขาพึงคาดหมายว่าโลกจะเป็นเช่นไรระหว่างการประทับของพระองค์ เมื่อพระองค์จะปกครองฐานะพระมหากษัตริย์ในสวรรค์และการนำระบบโลกทั้งสิ้นไปสู่อวสานจวนจะถึงแล้ว.
อวสานของกรุงยะรูซาเลม
ประการแรกขอพิจารณาสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับกรุงยะรูซาเลมและพระวิหารของกรุงนั้น. มากกว่าสามทศวรรษล่วงหน้า พระองค์ทรงพยากรณ์ถึงความยากลำบากที่น่าสยดสยองสำหรับนครใหญ่ยิ่งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก. โปรดสังเกตโดยเฉพาะคำตรัสของพระองค์ที่บันทึกในลูกา 21:20, 21 ที่ว่า “เมื่อท่านเห็นกองทัพมาตั้งล้อมรอบกรุงยะรูซาเลม, เมื่อนั้นท่านจงรู้ว่าความพินาศของกรุงนั้นก็ใกล้เข้ามาแล้ว. เวลานั้นให้คนทั้งหลายที่อยู่ในแขวงยูดายหนีไปยังภูเขา และคนทั้งหลายที่อยู่ในกรุงให้ออกไป และคนที่อยู่บ้านนอกอย่าให้เข้ามาในกรุง.” หากกรุงยะรูซาเลมจะถูกล้อม ตีวงรอบโดยกองทัพที่ตั้งค่ายอยู่แล้ว “คนทั้งหลายที่อยู่ในกรุง” จะ “ออกไป” ดังที่พระเยซูทรงมีรับสั่งไว้ได้อย่างไร? ปรากฏชัด พระเยซูทรงบอกเป็นนัยว่าจะมีการเว้นช่วงที่เปิดโอกาสให้ออกไป? เป็นเช่นนั้นไหม?
ในปี ส.ศ. 66 กองทัพโรมันภายใต้การบัญชาของเซสติอุส กัลลุสได้ตีกองกำลังกบฏชาวยิวถอยร่นกลับไปยังกรุงยะรูซาเลมและทำให้พวกเขาตรึงกำลังอยู่ภายในกรุงนั้น. พวกโรมันถึงกับบุกโจมตีเข้าไปในเมืองนั้นเองและไปจนถึงกำแพงพระวิหาร. แต่ครั้นแล้วกัลลุสได้บัญชาให้กองทัพของเขาปฏิบัติสิ่งที่ทำให้งุนงงอย่างแท้จริง. เขาสั่งพวกทหารให้ล่าถอย! ทหารชาวยิวที่ลิงโลดได้เริ่มต้นไล่ตามและสร้างความเสียหายแก่ศัตรูชาวโรมันที่กำลังหนีไปนั้น. โดยวิธีนี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หนีออกไปตามที่พระเยซูทรงบอกไว้ล่วงหน้า. คริสเตียนแท้เอาใจใส่ฟังคำเตือนของพระองค์และหนีออกจากกรุงยะรูซาเลม. นี่เป็นการตัดสินใจที่ฉลาด เพราะเพียงสี่ปีให้หลัง กองทัพโรมันกลับมาพร้อมกับแม่ทัพทิทุสเป็นผู้นำ. คราวนี้ไม่มีทางที่จะหนีรอดได้.
กองทัพโรมันล้อมกรุงยะรูซาเลมอีกครั้ง พวกเขาสร้างรั้วไม้แหลมล้อมรอบเมืองนั้น. พระเยซูได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับกรุงยะรูซาเลมไว้ว่า “เวลาจะมาถึงเจ้า, เมื่อศัตรูของเจ้าจะตั้งค่ายรอบเจ้า, และล้อมขังเจ้าไว้ทุกด้าน.”a (ลูกา 19:43) ในไม่ช้า กรุงยะรูซาเลมถูกยึด; พระวิหารอันรุ่งโรจน์ของกรุงนั้นกลายเป็นซากปรักหักพังที่ไหม้คุอยู่. คำตรัสของพระเยซูสำเร็จเป็นจริงในรายละเอียดทุกอย่าง!
อย่างไรก็ดี พระเยซูไม่ได้คิดถึงแค่พินาศกรรมของกรุงยะรูซาเลมเท่านั้น. เหล่าสาวกได้ทูลถามพระองค์เรื่องสัญลักษณ์แห่งการประทับของพระองค์ด้วย. ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้หรอกว่าคำถามนั้นจะคลุมไปไกลถึงไหน ทว่านั่นเกี่ยวข้องกับเวลาที่พระองค์จะได้รับการสถาปนาให้ปกครองฐานะพระมหากษัตริย์ในสวรรค์. พระองค์ทรงบอกล่วงหน้าถึงอะไร?
สงครามในสมัยสุดท้าย
หากคุณอ่านพระธรรมมัดธายบท 24 และ 25, มาระโกบท 13, และลูกาบท 21 คุณจะพบหลักฐานไม่ผิดพลาดที่ว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงสมัยของเราเอง. พระองค์ทรงบอกล่วงหน้าถึงสงครามต่าง ๆ—ไม่ใช่เพียง “สงครามและข่าวเล่าลือถึงการสงครามนั้น” ที่ได้ทำความเสียหายในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรื่อยมา ทว่าเป็นสงครามที่เกี่ยวข้องกับ “การโกลาหลในระหว่างประเทศต่อประเทศ, อาณาจักรต่ออาณาจักร”—ถูกแล้ว สงครามใหญ่ระดับนานาชาติ.—มัดธาย 24:6-8, ล.ม.
ขอให้คิดสักครู่ถึงเรื่องที่ว่า การสู้รบได้เปลี่ยนไปสักเพียงไรในศตวรรษของเรา. ในอดีต เมื่อสงครามหมายถึงเพียงการปะทะกันระหว่างกองทัพที่เป็นตัวแทนของสองชาติที่เป็นปฏิปักษ์กัน, การใช้ดาบฟันกันหรือถึงกับยิงปืนใส่กันและกันในสมรภูมิ, นั่นก็น่าสยดสยองพออยู่แล้ว. แต่ในปี 1914 สงครามใหญ่ได้ระเบิดขึ้น. ชาติแล้วชาติเล่าติดตามกันเข้าสู่การโกลาหลจนเกิดผลกระทบตามทฤษฎีโดมิโน—เป็นสงครามทั่วโลกครั้งแรก. มีการออกแบบอาวุธอัตโนมัติเพื่อสังหารผู้คนอย่างต่อเนื่องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และจากระยะที่ห่างไกลมากกว่า. ปืนกลสาดลูกกระสุนออกมาด้วยประสิทธิภาพที่น่าสยดสยอง; แก๊สมัสตาร์ดลวก, ทรมาน, ทำให้พิการ, และสังหารทหารนับพัน. รถถังส่งเสียงดังอย่างไม่ปรานีปราศรัยฝ่าแนวรบของศัตรู, ยิงปืนใหญ่เสียงดังสนั่น. มีการใช้เครื่องบินและเรือดำน้ำด้วย—เป็นลางบอกเหตุถึงสิ่งที่จะมีมาข้างหน้า.
สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่สามารถจินตนาการได้ นั่นก็คือการสังหารผู้คนนับล้าน ๆ ทำให้สงครามก่อนหน้านั้นดูเล็กลงไปถนัดทีเดียว. เรือบรรทุกเครื่องบินขนาดมหึมา, ตามความเป็นจริงแล้วเป็นเหมือนเมืองที่ลอยน้ำอยู่นั้น แล่นไปมาในทะเลและปล่อยเครื่องบินรบเพื่อทิ้งระเบิดจากฟากฟ้าลงเหนือเป้าหมายที่เป็นศัตรู. เรือดำน้ำยิงตอร์ปิโดใส่เรือของฝ่ายศัตรูและทำให้จม. มีการทิ้งระเบิดปรมาณู ทำลายชีวิตผู้คนเป็นหมื่น ๆ ด้วยแรงระเบิดที่ทำให้ย่อยยับในแต่ละครั้ง! ดังที่พระเยซูทรงพยากรณ์ไว้ มี “ภาพที่น่ากลัว” ส่อให้เห็นยุคซึ่งมีการทำสงครามกันนี้จริง ๆ.—ลูกา 21:11, ล.ม.
สงครามได้ลดน้อยลงไหมตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา? ไม่เลย. บางทีมีการสู้รบกันอย่างดุเดือดหลายครั้งจริง ๆ ภายในปีเดียว—กระทั่งในทศวรรษปี 1990 นี้ด้วยซ้ำ—ทำให้ผู้คนเสียชีวิตนับล้าน. และมีการเปลี่ยนแปลงด้านผู้ตกเป็นเหยื่อในอันดับแรก. ผู้ตายส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นทหารอีกต่อไป. ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ของผู้บาดเจ็บล้มตายในสงคราม ที่จริงแล้ว มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นพลเรือน.
ลักษณะเด่นอื่น ๆ ของสัญลักษณ์
สงครามเป็นเพียงลักษณะหนึ่งเท่านั้นของสัญลักษณ์ที่พระเยซูตรัสถึง. พระองค์ทรงเตือนด้วยว่าจะมี “การขาดแคลนอาหาร.” (มัดธาย 24:7, ล.ม.) และก็เป็นเช่นนั้นจริง ถึงแม้ฟังดูแล้วเป็นเรื่องขัดกันเมื่อแผ่นดินโลกกำลังผลิตอาหารมากกว่าที่จำเป็นเพื่อเลี้ยงดูมวลมนุษยชาติ, แม้วิทยาศาสตร์ด้านเกษตรกรรมก้าวหน้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของมนุษย์, ถึงแม้มีระบบขนส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงเพื่อขนส่งอาหารไปยังที่ไหน ๆ ในโลกได้ก็ตาม. ทั้ง ๆ ที่มีสิ่งทั้งหมดนี้ ประมาณหนึ่งในห้าของประชากรในโลกนี้หิวโหยทุกวัน.
พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าไว้ด้วยว่าจะมี “โรคระบาด . . . แห่งแล้วแห่งเล่า.” (ลูกา 21:11, ล.ม.) อนึ่ง ยุคของเราปรากฏว่ามีสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกันอย่างผิดปกติ—มีการเยียวยารักษาทางการแพทย์ดีกว่าที่เคยมีมา, มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี, มีวัคซีนเพื่อป้องกันโรคธรรมดาหลายโรค กระนั้น โรคระบาดก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน. ไข้หวัดใหญ่สเปนตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มาทันที และทำให้ผู้คนเสียชีวิตมากกว่าสงครามเสียอีก. โรคนี้ติดต่อได้ง่ายถึงขนาดที่นครต่าง ๆ เช่น นิวยอร์ก ประชาชนอาจถูกปรับหรือถูกจำคุกเพราะการจามเท่านั้น! ปัจจุบัน โรคมะเร็งและโรคหัวใจทำให้หลายล้านคนเสียชีวิตทุกปี—เป็นโรคระบาดอย่างแท้จริง. และโรคเอดส์ยังคงทำให้คนเสียชีวิต โดยพื้นฐานแล้ววิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ยับยั้งไม่ได้.
ขณะที่พระเยซูทรงพิจารณาสมัยสุดท้ายจากแง่มุมของสภาพการณ์ทางประวัติศาสตร์และทางการเมืองอย่างกว้าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ อัครสาวกเปาโลเน้นหนักที่ปัญหาสังคมและเจตคติที่แพร่หลาย. ท่านเขียนส่วนหนึ่งว่า “จงรู้ข้อนี้ คือในสมัยสุดท้ายจะมีวิกฤตกาลซึ่งยากที่จะรับมือได้. เพราะว่าคนจะรักตัวเอง . . . ไม่ภักดี, ไม่มีความรักใคร่ตามธรรมชาติ, ไม่ยอมตกลงกัน . . . ไม่มีการรู้จักบังคับตน, ดุร้าย, ไม่รักความดี, เป็นคนทรยศ, หัวดื้อ, พองตัวด้วยความหยิ่ง, เป็นคนรักการสนุกสนานแทนที่จะรักพระเจ้า.”—2 ติโมเธียว 3:1-5, ล.ม.
ถ้อยคำเหล่านั้นฟังดูคุ้นหูคุณไหม? ขอพิจารณาแค่แง่มุมเดียวของความเสื่อมด้านสังคมในโลกทุกวันนี้—การพังทลายของครอบครัว. จำนวนท่วมท้นของสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด, คู่สมรสที่ถูกทุบตี, เด็ก ๆ ที่ถูกทำร้าย, และบิดามารดาผู้สูงอายุที่ได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณ—สภาพการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้คน “ไม่มีความรักใคร่ตามธรรมชาติ” เป็นคน “ดุร้าย” และถึงกับ “ทรยศ” “ไม่รักความดี” สักเพียงไร! ถูกแล้ว ลักษณะนิสัยเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วในทุกวันนี้.
ยุคของเราเป็นยุคที่บอกไว้ล่วงหน้าไหม?
แต่คุณอาจสงสัยว่า ‘สภาพการณ์เหล่านี้เคยทำความเดือดร้อนแก่มนุษยชาติเรื่อยมา มิใช่หรือ? เราทราบได้อย่างไรว่า ยุคปัจจุบันของเราเป็นยุคที่ได้บอกไว้ล่วงหน้าในคำพยากรณ์โบราณเหล่านี้?’ ขอให้เราพิจารณาหลักฐานสามแนวที่พิสูจน์ว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงสมัยของเรา.
ประการแรก ขณะที่มีความสำเร็จสมจริงตอนแรก ๆ ส่วนหนึ่งในพินาศกรรมของกรุงยะรูซาเลมและพระวิหารของกรุงนั้น คำตรัสของพระเยซูชี้อย่างชัดแจ้งถึงอนาคตที่เลยไปจากสมัยนั้น. ราว ๆ 30 ปีหลังจากความหายนะที่ทำลายกรุงยะรูซาเลม พระเยซูได้ประทานนิมิตให้อัครสาวกโยฮันผู้ชราซึ่งแสดงว่าสภาพการณ์ที่ได้พยากรณ์ไว้ เช่น สงคราม, การกันดารอาหาร, โรคระบาด, และความตายที่เป็นผลสืบเนื่องนั้น ต้องมาถึงทั่วโลกในอนาคต. ถูกแล้ว ความทุกข์เหล่านี้จะครอบคลุมไม่ใช่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ทว่า “แผ่นดินโลก” ทั้งสิ้น.—วิวรณ์ 6:2-8.
ประการที่สอง ในศตวรรษนี้ ลักษณะเด่นบางประการเกี่ยวกับสัญลักษณ์ของพระเยซูได้สำเร็จสมจริงในระดับที่เราอาจเรียกได้ว่าสูงสุด. ตัวอย่างเช่น มีทางเป็นไปได้ใด ๆ ไหมที่สงครามจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปี 1914? หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 โดยที่ประเทศทั้งหมดซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองในปัจจุบันใช้อาวุธของตนแล้ว คงเป็นไปได้ว่าควันหลงที่ติดตามมานั้นคือ แผ่นดินโลกนี้ปรากฏว่าเป็นขยะมูลฝอยที่ไหม้เกรียม—และมนุษยชาติสูญพันธุ์ไปเหมือนนกโดโด. คล้ายกัน พระธรรมวิวรณ์ 11:18 (ล.ม.) ได้บอกล่วงหน้าไว้ว่า ในสมัยนี้เมื่อนานาชาติ “โกรธแค้น” มนุษยชาติจะ “ทำลายแผ่นดิน.” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ภาวะมลพิษและการทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมขณะนี้เป็นภัยคุกคามต่อสภาพอันเหมาะที่จะอาศัยอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ทีเดียว! ดังนั้น ลักษณะเด่นนี้เช่นกันกำลังประสบความสำเร็จสมจริงอยู่ในขีดสูงสุดหรือใกล้จะถึงจุดนี้. สงครามและภาวะมลพิษจะยังคงเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมนุษย์ทำลายตัวเองและและดาวเคราะห์ดวงนี้ไหม? ไม่เลย เพราะคัมภีร์ไบเบิลเองมีประกาศิตไว้ว่า แผ่นดินโลกจะยืนยงอยู่ตลอดกาล พร้อมกับมนุษย์ที่มีหัวใจชอบธรรมอาศัยอยู่บนโลก.—บทเพลงสรรเสริญ 37:29; มัดธาย 5:5.
ประการที่สาม สัญลักษณ์ของสมัยสุดท้ายเป็นที่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองจากทุกส่วน. เมื่อเราพิจารณาลักษณะเด่นรวมทั้งหมดที่พระเยซูตรัสถึงในกิตติคุณสามเล่ม, ที่อยู่ในข้อเขียนของเปาโล, และที่อยู่ในพระธรรมวิวรณ์ สัญลักษณ์นี้มีลักษณะเด่นหลายประการ. คนเราอาจเถียงข้าง ๆ คู ๆ เรื่องลักษณะเด่นแต่ละอย่าง โดยโต้แย้งว่ายุคอื่น ๆ ก็ปรากฏว่ามีปัญหาคล้ายกันนั้นด้วย แต่เมื่อเราพิจารณาลักษณะเด่นทั้งหมดพร้อมกัน ลักษณะเหล่านั้นชี้อย่างไม่ผิดพลาดถึงยุคเดียวเท่านั้น นั่นคือยุคของเรานี้เอง.
แต่ทั้งหมดนี้หมายความอย่างไร? หมายความว่าคัมภีร์ไบเบิลเพียงแต่พรรณนายุคของเราว่าเป็นช่วงเวลาที่ล่อแหลมและหมดหวังไหม? เปล่าเลยทีเดียว!
ข่าวดี
ลักษณะเด่นที่น่าสังเกตมากที่สุดอย่างหนึ่งของสัญลักษณ์แห่งสมัยสุดท้ายได้รับการบันทึกไว้ที่มัดธาย 24:14 (ล.ม.) “ข่าวดีแห่งราชอาณาจักรนี้จะได้รับการประกาศทั่วทั้งแผ่นดินโลกที่มีคนอาศัยอยู่ เพื่อให้คำพยานแก่ทุกชาติ; และครั้นแล้วอวสานจะมาถึง.” ในศตวรรษนี้ พยานพระยะโฮวาปฏิบัติงานที่ไม่มีใดเหมือนนี้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์. พวกเขารับเอาข่าวสารของคัมภีร์ไบเบิลเรื่องราชอาณาจักรของพระยะโฮวาพระเจ้า เช่น ราชอาณาจักรนั้นคืออะไร, ราชอาณาจักรปกครองโดยวิธีใด, และราชอาณาจักรจะทำให้อะไรบรรลุผลสำเร็จ และได้เผยแพร่ข่าวสารนั้นไปตลอดทั่วแผ่นดินโลก. พวกเขาได้จัดพิมพ์สรรพหนังสือในหัวเรื่องนี้มากกว่า 300 ภาษาและได้นำสรรพหนังสือนี้ไปถึงประชาชนที่บ้านของเขา หรือตามถนนหรือในสถานที่ธุรกิจ โดยแท้แล้วในทุกดินแดนบนแผ่นดินโลก.
เมื่อปฏิบัติเช่นนั้น พวกเขาได้ทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จเป็นจริง. แต่พวกเขายังได้เผยแพร่ความหวังด้วย. โปรดสังเกตว่า พระเยซูทรงเรียกข่าวนี้ว่า “ข่าวดี” ไม่ใช่ข่าวร้าย. เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในยุคที่มืดมนนี้? เพราะข่าวสารสำคัญของคัมภีร์ไบเบิลไม่ใช่เรื่องที่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนในคราวอวสานของโลกเก่านี้. ข่าวสารสำคัญของพระคัมภีร์เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรของพระเจ้า, และราชอาณาจักรนั้นสัญญาสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับหัวใจของมนุษย์ทุกคนที่รักสันติ นั่นคือการช่วยให้รอดพ้น.
การช่วยให้รอดพ้นนั้นคืออะไร และคุณจะรอดพ้นได้อย่างไร? โปรดพิจารณาบทความถัดไปในเรื่องนี้.
[เชิงอรรถ]
a ตอนนั้นทิทุสเป็นต่ออย่างเห็นได้ชัด. กระนั้นก็ดี มีสองประเด็นที่สำคัญซึ่งเขาไม่ได้สมตามความต้องการของตน. เขาเสนอให้มีการยอมจำนนอย่างสันติ ทว่าพวกผู้นำของเมืองนั้นปฏิเสธอย่างดื้อรั้นแบบที่ไม่สามารถอธิบายได้. และเมื่อกำแพงเมืองถูกเจาะทะลวงในที่สุด เขาได้สั่งไม่ให้ทำลายพระวิหาร. ทว่าพระวิหารถูกเผาไหม้อย่างสิ้นเชิง! คำพยากรณ์ของพระเยซูชี้ชัดว่ากรุงยะรูซาเลมจะถูกทำให้ร้างเปล่าและพระวิหารจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง.—มาระโก 13:1, 2.
[รูปภาพหน้า 5]
ผู้คนแสวงหาคำตอบสำหรับคำถามที่รบกวนใจ เช่น ทำไมสภาพการณ์จึงเลวร้ายเหลือเกิน? มนุษยชาติกำลังบ่ายหน้าไปที่ไหน?
[รูปภาพหน้า 6]
ปัจจุบัน มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้บาดเจ็บล้มตายในสงครามเป็นพลเรือน
[รูปภาพหน้า 7]
คำพยากรณ์ของพระเยซูเกี่ยวกับพินาศกรรมของกรุงยะรูซาเลมได้สมจริงในรายละเอียดทุกอย่าง