4-10 มกราคม 2027
เพลง 36 ปกป้องหัวใจของเรา
ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อ ๆ ไปเพื่อทำให้พระยะโฮวาพอใจ
“ให้พยายามเข้าใจว่าพระยะโฮวาต้องการอะไร”—อฟ. 5:17
จุดสำคัญ
เรียนรู้วิธีที่จะฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณให้ทำงานดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้ว่าพระยะโฮวาต้องการอะไร และช่วยให้คุณทำและตัดสินใจในแบบที่พระองค์พอใจ
1. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีคืออะไร? และมันช่วยให้เราทำสิ่งที่พระยะโฮวาพอใจได้ยังไง?
พระยะโฮวาสร้างเราให้มีความสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่เราคิดและทำมันถูกหรือผิด ความสามารถนี้เรียกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และนี่เป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมจากพระองค์ (รม. 2:14, 15) เมื่อเราฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีให้ทำงานอย่างดี มันจะช่วยให้เราตัดสินใจอย่างฉลาดและทำให้พระยะโฮวาพอใจ แต่เราก็ต้องจำไว้ด้วยว่าอิทธิพลไม่ดีรอบตัวเราอาจส่งผลเสียต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราได้
2. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกระตุ้นให้เราทำอะไร?
2 ถ้าเรามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับการฝึกอย่างดี เราก็จะรู้ว่าสิ่งที่เราทำมันถูกหรือมันผิด นอกจากนั้น มันยังกระตุ้นให้เรา “ยึดมั่นกับสิ่งที่ดี” และไม่ทำชั่ว (รม. 12:9) ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปกป้องเรายังไง และดูว่ามีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปกป้องคุณได้
3-4. (ก) ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเหมือนเครื่องตรวจจับควันยังไง? และมีจุดไหนบ้างที่แตกต่างกัน? (ดูภาพด้วย) (ข) ขอยกตัวอย่างว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับการฝึกจากคัมภีร์ไบเบิลปกป้องเรายังไง
3 เราอาจเปรียบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นเหมือนเครื่องตรวจจับควัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันด้วย เครื่องตรวจจับควันช่วยเตือนให้รู้ว่ากำลังเกิดไฟไหม้ขึ้นที่ไหนสักแห่งในบ้านของเรา แต่เครื่องนี้จะส่งสัญญาณเตือนหลังจากที่มันตรวจจับควันได้ และตอนนั้นไฟก็อาจสร้างความเสียหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับฝึกจากคัมภีร์ไบเบิลทำงานดีกว่านั้นตรงที่มันช่วยเตือนเราก่อนที่เราจะทำผิด ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสายสัมพันธ์ที่เรามีกับพระยะโฮวา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีช่วยเตือนเราให้เห็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ นี่ก็เลยป้องกันไม่ให้เราก้าวไปผิดทาง ซึ่งอาจทำให้เราทำผิดร้ายแรงได้ในภายหลัง
4 เพื่อเป็นตัวอย่าง สมมุติว่ามีพี่น้องชายวัยรุ่นคนหนึ่งย้ายไปอยู่ที่ใหม่ เขาคงอยากเป็นเพื่อนกับพี่น้องที่นั่นแน่ ๆ ในประชาคมที่เขาย้ายไปมีพี่น้องวัยรุ่นที่อายุไล่เลี่ยกับเขาหลายคน พี่น้องวัยรุ่นเหล่านั้นชวนเขาไปกินข้าวด้วยกันซึ่งเขาก็ดีใจมาก แต่ตอนที่กำลังกินข้าวด้วยกัน เขาสังเกตว่าวัยรุ่นบางคนในกลุ่มนั้นเริ่มพูดคุยเรื่องผิดศีลธรรมและดื่มเหล้ามากเกินไป พี่น้องวัยรุ่นคนนี้จะอยากเป็นเพื่อนกับวัยรุ่นกลุ่มนั้นที่ทำไม่ดีไหม? ไม่ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะเตือนเขาและช่วยให้เห็นถึงอันตราย นอกจากนั้นมันยังช่วยปกป้องเขาไม่ให้ก้าวไปผิดทาง ซึ่งอาจทำให้เขาทำผิดร้ายแรงได้ในอนาคต—ยก. 1:14, 15
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราเป็นเหมือนเครื่องตรวจจับควัน แต่ทำงานได้ดีกว่าเครื่องตรวจจับควันหลายเท่า (ดูข้อ 3)
5-6. อาดัมกับเอวาทำให้พระยะโฮวาผิดหวังยังไง?
5 หลายครั้ง พระยะโฮวาก็บอกอย่างชัดเจนว่าอะไรถูกอะไรผิด (อสย. 33:22) เช่น ในกรณีของอาดัมกับเอวา พระองค์บอกพวกเขาอย่างชัดเจนว่าห้ามกินผลจากต้นไม้ที่ให้รู้ดีรู้ชั่ว (ปฐก. 2:17) ที่จริง พระองค์ถึงกับบอกว่าอย่าแม้แต่จะไปแตะต้อง (ปฐก. 3:3) แต่ตอนที่งูบอกเอวาว่าเธอจะมีชีวิตที่ดีกว่าถ้าไม่เชื่อฟังพระยะโฮวา เธอก็เลือกที่จะฟังมันและไม่ฟังเสียงเตือนจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง เอวารู้อยู่แล้วว่ามันผิดที่จะกินผลไม้นั้นและไม่น่าไปฟังซาตาน แต่เธอกลับปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ใต้อิทธิพลของมัน และในที่สุดก็ทำผิดต่อพระยะโฮวา
6 แล้วสำหรับอาดัมล่ะ? คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า “อาดัมไม่ได้ถูกหลอก” (1 ทธ. 2:14) ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของอาดัมน่าจะกระตุ้นให้เขาเชื่อฟังพระยะโฮวาและไม่ทำผิดแบบเดียวกันกับเอวา แต่เขากลับเลือกที่จะทำสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าผิดและกินผลไม้นั้นเข้าไป การไม่เชื่อฟังของมนุษย์คู่แรกทำให้ “บาปเข้ามาในโลก . . . และความตายเกิดขึ้นเพราะบาปนั้น ความตายจึงลามไปถึงทุกคนเพราะทุกคนเป็นคนบาป” (รม. 5:12) เราได้บทเรียนจากตัวอย่างที่ไม่ดีของพวกเขา นั่นก็คือเพื่อที่จะไม่ทำบาป เราต้องฟังเสียงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
พยายามเข้าใจว่าพระยะโฮวาต้องการอะไร
7. เราได้เรียนอะไรจากเอเฟซัส 5:15-17?
7 มีบางเรื่องในชีวิตของเราที่พระยะโฮวาบอกอย่างชัดเจนว่าอะไรถูกอะไรผิดเหมือนที่พระองค์ทำในกรณีของอาดัมกับเอวา แต่สำหรับบางเรื่อง คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้มีกฎตายตัวที่บอกว่าเราควรทำอะไร ดังนั้น เราต้อง “พยายามเข้าใจว่าพระยะโฮวาต้องการอะไร” (อ่านเอเฟซัส 5:15-17) การตัดสินใจของเราจะทำให้พระยะโฮวาพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรานี่แหละที่จะช่วยให้เราเข้าใจว่าพระยะโฮวาต้องการอะไรและช่วยให้เราทำสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของพระองค์
8. อะไรอาจทำให้คริสเตียน 2 คนที่เจอสถานการณ์เหมือนกันตัดสินใจต่างกันแต่ยังทำให้พระยะโฮวาพอใจได้?
8 เราจะตัดสินใจยังไงถ้าบางสถานการณ์ไม่ได้มีกฎตายตัวในคัมภีร์ไบเบิล? ถ้าเป็นอย่างนั้นคริสเตียนควรใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับการฝึกจากคัมภีร์ไบเบิล เมื่อต้องตัดสินใจมันก็มักจะมีหลายปัจจัยที่เราต้องคิดถึง เช่น แรงกระตุ้นและความตั้งใจของเราคืออะไร หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นยังไง ดังนั้น คริสเตียน 2 คนที่เจอเรื่องเหมือนกันอาจตัดสินใจกันคนละแบบก็ได้ แต่ถ้าการตัดสินใจของพวกเขาสอดคล้องกับหลักการในคัมภีร์ไบเบิล พวกเขาก็จะสบายใจเพราะไม่มีอะไรรบกวนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขา และทำให้พระยะโฮวาพอใจด้วย
9. ขอยกตัวอย่างว่าพี่น้องชาย 2 คนเอาหลักการในกาลาเทีย 6:4 มาใช้ในการตัดสินใจยังไง (ดูภาพด้วย)
9 ลองคิดถึงสถานการณ์ต่อไปนี้ สมมุติว่ามีพี่น้องชายที่มีความเป็นผู้ใหญ่ 2 คนที่ทำงานกันคนละบริษัทและต่างคนต่างก็ถูกเชิญไปงานเลี้ยงของบริษัทตัวเอง ตอนที่กินเลี้ยงเจ้านายของพวกเขาชวนให้ชนแก้วกัน พี่น้องสองคนนี้อยู่ในประเทศที่การชนแก้วถือว่าเป็นการแสดงมารยาทที่ดีและสุภาพ พี่น้องคนหนึ่งเลือกที่จะชนแก้วกับเพื่อนที่ทำงานเพราะเขารู้ว่าเหตุผลก็เพื่อแสดงความยินดีกับความสำเร็จของบริษัทเท่านั้น แต่พี่น้องอีกคนหนึ่งเลือกที่จะไม่ชนแก้วเพราะสงสัยว่าคำพูดของเจ้านายอาจเกี่ยวกับการแสดงความรักชาติ และกลัวว่าจะไม่เป็นกลางถ้าชนแก้ว ถึงพี่น้องสองคนนี้จะตัดสินใจไม่เหมือนกันแต่เรารู้ว่าทั้งคู่อยากทำให้พระยะโฮวาพอใจโดยทำสิ่งที่พระองค์ต้องการ—อ่านกาลาเทีย 6:4
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับการฝึกอย่างดีช่วยให้เราตัดสินใจอย่างถูกต้อง (ดูข้อ 9)a
ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณ
10-11. อย่างที่บอกไว้ในฮีบรู 5:13, 14 “อาหารแข็ง” จะช่วยให้เราฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้ยังไง?
10 ที่ฮีบรู 5:13, 14 มีคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (อ่าน) ถึงในข้อคัมภีร์นี้จะไม่มีคำว่า “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี” แต่มันก็ช่วยให้เรารู้ว่าเป้าหมายของเราคือการฝึกเพื่อจะ “แยกออกว่าอะไรถูกอะไรผิด” และนี่แหละคือหน้าที่ของความรู้สึกผิดชอบชั่วดีคือช่วยให้เราแยกออกว่าอะไรถูกอะไรผิด เพื่อเราจะฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้เราต้องได้รับ “อาหารแข็ง” แล้ว “อาหารแข็ง” คืออะไร?
11 “อาหารแข็ง” คือความจริงที่ลึกซึ้งจากคัมภีร์ไบเบิลและคนที่เป็น “ผู้ใหญ่” ด้านความเชื่อจะเข้าใจความจริงนี้ (1 คร. 2:14, 15) นอกจากนั้น “อาหารแข็ง” ยังรวมถึงหลักการในคัมภีร์ไบเบิลด้วย เวลาที่เราเจอสถานการณ์ที่ไม่มีกฎตายตัวจากคัมภีร์ไบเบิล เราต้องคิดถึงหลักการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจในแบบที่พระยะโฮวาพอใจ—สภษ. 2:4, 5
12. อย่างที่บอกไว้ในฮีบรู 5:14 คนที่เป็น “ผู้ใหญ่” ด้านความเชื่อคือใคร? และการ “ฝึกใช้” หมายความว่าอะไร?
12 คนที่เป็น “ผู้ใหญ่” ด้านความเชื่อคือคนที่ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยใช้หลักการจากคัมภีร์ไบเบิล เขารู้จักพระยะโฮวาอย่างดีและเข้าใจความคิดของพระองค์ นี่เลยทำให้เขาคิดเสมอว่าสิ่งที่เขาทำจะทำให้พระยะโฮวาคิดยังไง และเมื่อไหร่ที่มีเรื่องต้องตัดสินใจ เขาจะคิดถึงหลักการจากคัมภีร์ไบเบิลเสมอ นี่เลยทำให้เขา “ฝึกใช้” ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจนแยกออกว่าอะไรถูกอะไรผิด
อย่าให้อิทธิพลไม่ดีส่งผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณ
13. อาจเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ได้ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดี?
13 ถ้าเราไม่ได้ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยใช้หลักการจากคัมภีร์ไบเบิล อิทธิพลไม่ดีต่าง ๆ ก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา (1 ทธ. 4:1, 2) อิทธิพลไม่ดีมีทั้งความเชื่อผิด ๆ ของศาสนาเท็จ การมีอคติ และความต้องการแบบผิด ๆ (อสย. 5:20) นอกจากนั้น อิทธิพลไม่ดียังรวมถึงนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างที่ติดตัวเรามาด้วย เช่น ความโลภ ความหยิ่ง และความเห็นแก่ตัว ถ้าเราปล่อยให้อิทธิพลเหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา เราก็อาจตัดสินใจไม่ฉลาด
14. (ก) ทำไมอาดัมกับเอวาถึงทำผิดทั้ง ๆ ที่รู้? (ข) ขอยกตัวอย่างบางคนที่ไม่ได้ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเพื่อจะทำสิ่งที่พระยะโฮวาพอใจ (ดูกรอบ “พวกเขาไม่ได้ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง”)
14 ลองนึกถึงตัวอย่างของเอวา ดูเหมือนว่าเธอปล่อยให้ความโลภและความหยิ่งมาทำให้เธอไม่สนใจว่าใครมีสิทธิ์ที่จะตั้งมาตรฐานว่าอะไรถูกอะไรผิด เธอไม่พอใจกับสิ่งที่พระยะโฮวาให้และอยากเป็นเหมือนพระเจ้า ส่วนอาดัมก็เห็นแก่ตัวและอยากเอาใจภรรยามากกว่าทำสิ่งที่พระยะโฮวาพอใจ นอกจากสองคนนี้แล้ว คัมภีร์ไบเบิลยังมีตัวอย่างของอีกหลายคนที่มีความรู้ที่ถูกต้องเรื่องพระยะโฮวา แต่ก็ยอมให้ความหยิ่ง ความโลภ และความเห็นแก่ตัวมามีผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขา
15. มีอะไรอีกที่ส่งผลเสียต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา? และคัมภีร์ไบเบิลกระตุ้นให้เราทำอะไร?
15 การคบคนไม่ดีก็ส่งผลเสียต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราด้วย (1 คร. 15:33) คนที่ไม่ได้รักพระเจ้าและไม่อยากทำตามมาตรฐานของพระองค์จะสร้างอิทธิพลที่ไม่ดีกับคนที่ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้อง คัมภีร์ไบเบิลก็เลยกระตุ้นให้เราเลิกคบคนที่ “ใช้ชีวิตตามความคิดที่ไร้สาระของตัวเอง” และคนที่ “จิตใจ . . . มืดไป” (อฟ. 4:17-19) นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราพยายาม “อยู่ห่าง ๆ” จากพวกเขา—2 ทธ. 3:1-5
ให้พระยะโฮวาฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณ
16. ตอนไหนที่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีช่วยเราเป็นพิเศษ? (ดูกรอบ “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ทำงานอย่างดีช่วยเรายังไง?”)
16 แม้เราจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ช่วยเราให้สามารถทำให้พระยะโฮวาพอใจได้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีช่วยเราเป็นพิเศษตอนที่ต้องตัดสินใจเรื่องที่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกอย่างชัดเจน (1 คร. 10:31) ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ได้รับการฝึกจากหลักการในคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้นถึงจะทำงานได้อย่างถูกต้อง การฝึกแบบนี้จะช่วยให้เราเป็นคนสมดุลและทำให้พระยะโฮวาพอใจได้
17. เหมือนที่บอกไว้ในโรม 12:2 พระยะโฮวาฝึกเรายังไง?
17 พระยะโฮวาสอนเราให้คิดแบบพระองค์ พระองค์สามารถช่วยเราให้เปลี่ยนแปลงความคิดของเราได้ถ้าเรายอมรับการฝึกจากพระองค์ (อสย. 64:8; อ่านโรม 12:2) การฝึกนี้อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลซึ่งมีเรื่องราวที่พระยะโฮวาช่วยเหลือคนของพระองค์และให้คำแนะนำพวกเขาตลอดหลายยุคหลายสมัย (2 ทธ. 3:16) วิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ว่าพระยะโฮวาคิดยังไงก็คือการศึกษาค้นคว้าคำสอนและตัวอย่างของพระเยซู—1 คร. 2:16
18. อะไรจะช่วยให้เรามีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ และ “ไม่มีอะไรรบกวนความรู้สึกผิดชอบชั่วดี” ของเรา?
18 เราสามารถฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเราได้โดยหลีกเลี่ยงอิทธิพลที่ไม่ดีและศึกษาคัมภีร์ไบเบิลอย่างจริงจัง (สด. 1:1-3) ถ้าเราทำแบบนี้ เราก็จะมีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ และรับใช้พระยะโฮวาได้ “โดยไม่มีอะไรรบกวนความรู้สึกผิดชอบชั่วดี”—2 ทธ. 1:3
เพลง 159 ขอให้ยกย่องพระยะโฮวา
a คำอธิบายภาพ ภาพแรก พี่น้องชายคนหนึ่งรู้สึกสบายใจที่จะชนแก้วกับเพื่อนร่วมงานตอนกินข้าวด้วยกัน ภาพที่ 2 พี่น้องชายอีกคนไม่ชนแก้วกับเพื่อนร่วมงานเพราะรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับการแสดงความรักชาติ